<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><id>1</id><type>Article</type><title>เควียร์กับการวิพากษ์มานุษยวิทยากระแสหลัก</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;ในบทความนี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่ากรอบความคิดแบบเควียร์ ไม่ใช่เป็นตัวทฤษฎีที่มีไว้อธิบายว่าอะไรคือเพศภาวะและเพศวิถี &amp;nbsp;หากแต่เป็นชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์ของการตั้งคำถามเชิงญาณวิทยา (Epistemology)ว่ากระบวนการแสวงหาความรู้คืออะไร (David E. Hall, 2003, p.6.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบและวิพากษ์กระบวนทัศน์ทางสังคมต่างๆที่แฝงอคติทางเพศหรือเป็นผลผลิตของบรรทัดฐานทางเพศแบบตะวันตก&amp;nbsp; ในที่นี้ผู้เขียนแปลคำว่า queer เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;เพศวิภาษ&amp;rdquo; หมายถึง เพศที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานใดๆ แต่เป็นเพศเพื่อการโต้แย้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระบวนทัศน์ดังกล่าวนี้พยายามตั้งคำถามว่าบรรทัดฐานอะไรที่กำหนดสิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;เพศปกติ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เพศผิดปกติ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ความเป็นปกติเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้นิยามและทำไมต้องแบ่งประเภทหรือจัดหมวดหมู่ &amp;ldquo;เพศ&amp;rdquo; ออกเป็นคู่ตรงข้าม &amp;nbsp;การแบ่งชนิดเพศของมนุษย์เป็นชายและหญิงโดยอาศัยความรู้ชีววิทยานั้นเป็นการแบ่งที่เป็นสากลหรือไม่ ความเป็นหญิงชายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ใช่หรือไม่&amp;nbsp; ในแต่ละสังคมจำเป็นต้องมีวิธีการจัดหมวดหมู่เพศเหมือนกันหรือไม่&amp;nbsp; ความรู้เรื่องเพศเป็นความรู้ที่ปราศจากมายาคติ อคติ และความลำเอียงใช่หรือไม่&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>ทฤษฎีเควียร์,มานุษยวิทยา,บรรทัดฐานรักต่างเพศ,เพศวิถี,ญาณวิทยา</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/1</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2"><id>2</id><type>Article</type><title>ทบทวนวิธีการสร้างความรู้ / ความจริงเรื่องเพศ</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;บทความนี้ต้องการสำรวจแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยการย้อนมองไปในแวดวงวิชาการตะวันตกที่เริ่มสนใจประเด็นเรื่องเพศมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิทยาศาสตร์กำลังมีอำนาจทางสังคม&amp;nbsp; การสำรวจในที่นี้จะย้อนกลับไปมองช่วงเวลานั้นโดยอาศัยมุมมองทางมานุษยวิทยาเพื่อทำความเข้าใจ &amp;ldquo;ชีวิตทางเพศ&amp;rdquo; ของมนุษย์ หรือมองเรื่องเพศในมิติทางวัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้อ่านจะเข้าใจว่ามิติทางวัฒนธรรมของเรื่องเพศนั้นคืออะไร และเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำถามที่ผู้คนมักจะถามกันบ่อยๆ ก็คือเรื่องเพศเป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องทางสังคมวัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; และคำตอบที่ได้รับก็มักจะเป็นการแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มซึ่งถกเถียงกันด้วยแนวคิดทฤษฎีที่ต่างกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อเรื่องธรรมชาติ&amp;nbsp; ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นพวกเชื่อความจริงแท้ (Essentialist)&amp;nbsp; กับนักสังคมศาสตร์ที่เชื่อเรื่องสังคมวัฒนธรรม ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นพวกเชื่อการผลิตสร้างทางสังคม (Social Constructionist)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในบทนี้&amp;nbsp; ต้องการจะทำความเข้าใจว่ากรอบแนวคิดทฤษฎีที่ต่างกันนั้นส่งผลต่อการอธิบายเรื่องเพศต่างกันอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; และเราจะใช้แนวคิดทฤษฎีเหล่านั้นมาอธิบายปรากฎการณ์เกี่ยวกับเรื่องเพศของมนุษย์ในมิติใด&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>เพศภาวะ,เพศวิถี,ทฤษฎีเควียร์,สตรีนิยม,มานุษยวิทยา,ความหลากหลายทางเพศ,เพศศึกษา,จิตเวชศาสตร์</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/2</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="3"><id>3</id><type>Article</type><title>รื้อสร้างมายาคติ “ความเป็นชาย” ในสังคมไทย</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความเรื่องนี้เป็นการทบทวนการศึกษา &amp;ldquo;ความเป็นชาย&amp;rdquo; ในสังคมไทย ซึ่งมักจะตกอยู่ใต้กระบวนทัศน์แบบตะวันตก ทำให้การอธิบายและการวิเคราะห์บทบาทของผู้ชายทั้งในแง่เพศภาวะและเพศวิถีเป็นการมองแบบสูตรสำเร็จที่เกิดจากบรรทัดฐานของรักต่างเพศ (Heteronormativity) &amp;nbsp;และอิทธิพลความรู้ทางวิทยาศาสตร์/ชีววิทยา ที่ใช้อธิบายความแตกต่างของเพศภาวะหญิงชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนทัศน์นี้ส่งผลให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นชายในสังคมไทยผูกติดกับเพศสรีระและเชื่อว่าความเป็นชายเป็นสิ่งเกิดขึ้นโดยกำเนิดและติดตัวมากับเพศชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น ยังทำให้เชื่อว่าผู้ชายเป็นเพศตรงข้ามกับผู้หญิง และมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ความเชื่อนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดทฤษฎีเฟมินิสต์ ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางเพศ และทฤษฎีจิตเวิเคราะห์ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และได้ถูกทำให้กลายเป็นทฤษฎีสากลสำหรับการอธิบายว่าอะไรคือบทบาทของหญิงและชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรื้อสร้างมายาคติและภาพตัวแทนดังกล่าวข้างต้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าทำไมนักวิชาการไทยจึงศึกษาความสัมพันธ์ชายหญิงด้วยกระบวนัทศน์ตะวันตก ที่เชื่อว่าเป็นสิ่งสากลและนำไปใช้อธิบายปรากฎการณ์เกี่ยวกับเพศภาวะและเพศวิถีได้ทุกหนทุกแห่ง&amp;nbsp; ความเข้าใจเรื่องเพศภายใต้อิทธิพลความรู้ตะวันตกนี้ได้บิดเบือนและบดบังบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่มีเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนทำให้นักวิชาการกระโจนเข้าหาทฤษฎีเฟมินิสต์ หรืออัตลักษณ์ทางเพศโดยลืมที่จะตั้งคำถามต่อตัวทฤษฎีเหล่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแวดวงวิชาการ เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าการนำทฤษฎีเกี่ยวกับเพศภาวะและเพศวิถีตะวันตกมาอธิบายบทบาทชายหญิงในสังคมอื่นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะจะไม่ได้ช่วยให้เข้าใจความหลากหลายของการแสดงออกถึงความเป็นหญิงและชาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังทำให้เกิดการผลิตซ้ำวาทกรรมเรื่องสัญชาตญาณทางเพศที่ธรรมชาติสร้างขึ้น หรืออัตลักษณ์ทางเพศแบบคงที่ถาวร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การศึกษาความเป็นชายในสังคมไทยจึงต้องตรวจสอบทฤษฎีตะวันตกที่นำมาวิเคราะห์&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>ความเป็นชาย,บรรทัดฐานรักต่างเพศ,เพศภาวะ,เฟมินิสม์,สังคมสยาม,ความศิวิไลซ์</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/3</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="4"><id>4</id><type>Article</type><title>มานุษยวิทยากับการศึกษาพฤติกรรมข้ามเพศและรักเพศเดียวกัน</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;เรื่องเพศ เป็นพรมแดนที่มีเรื่องซ้อนทับกันหลายอย่าง ทั้งสรีระร่างกาย&amp;nbsp; การแสดงพฤติกรรม อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และการให้คุณค่าและความหมายต่อสรีระและพฤติกรรมทางเพศ&amp;nbsp; หรือกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเพศเป็นทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การศึกษาเรื่องเพศเป็นเรื่องใหม่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้านั้นเรื่องเพศจะไม่ถูกพูดถึงในวงวิชาการเพราะถูกมองว่าเป็นเรื่องของการสืบพันธุ์หรือการสังวาท เป็นเรื่องต้องห้ามและเป็นบาปทางศาสนา(Bland and Doan, 1994, p.2.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดความคิดเรื่องเพศภาวะและเพศวิถี (Gender and Sexuality) เช่นการศึกษาของ คราฟท์-อีบิง(1886) อธิบายให้เห็นภายภาพของเพศ โดยมองว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เช่น เพศหญิงมีความอ่อนโยน เพศชายมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; เพศภาวะของผู้หญิงและผู้ชายจึงถูกกำหนดจากเพศสรีระที่ต่างกัน&amp;nbsp; และเชื่อว่าเพศวิถีที่เป็นความต้องการทางเพศ เป็นแรงขับตามธรรมชาติที่เพศชายจะมีกับเพศหญิงเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นการสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>เพศวิถี,เพศภาวะ,มานุษยวิทยา,คนข้ามเพศ,สังคมไทย</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/4</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="5"><id>5</id><type>Article</type><title>การทำความเข้าใจเบื้องต้นเรื่อง Queer Theory (เพศวิภาษ)</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;การศึกษาเรื่องเพศของมนุษย์ มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจหลายระดับ ทั้งเรื่องที่จับต้องมองเห็นได้ สัมผัสได้ เช่น อวัยวะเพศ รูปร่างสรีระ การแต่งกาย กิริยาท่าทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; กับเรื่องที่มองไม่เห็นและไม่สามารถคาดเดาได้ เช่น อารมณ์ปรารถนา ความเสน่หา ความรัก กามารมณ์ สำนึก ความคิด และความเชื่อ&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งการให้คุณค่า การวางกำหนดกฎเกณฑ์ การจัดประเภท การควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ทางเพศ สิ่งต่างๆเหล่านี้สัมพันธ์กับอำนาจทางสังคมที่เข้ามานิยาม ให้ความหมาย และจัดการตามคติความเชื่อและความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>เควียร์,เพศวิถี,เพศภาวะ,กระบวนทัศน์,การวิพากษ์,ความรู้</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/5</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="6"><id>6</id><type>Article</type><title>การศึกษาเกย์ในสังคมไทย : 5ทศวรรษของการสร้างความรู้</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;เกย์&amp;rdquo; เป็นคำที่มีนัยยะเชิงการเมืองและมีมิติทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำนี้เพิ่งปรากฎในสังคมตะวันตกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 และถูกใช้เป็นคำเรียกเพื่อบ่งบอกว่าคนรักชอบเพศเดียวกันมีอัตลักษณ์เป็นอย่างไร และแตกต่างจากหญิงและชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาทางวัฒนธรรม คำว่า &amp;ldquo;เกย์&amp;rdquo; อาจใช้ได้เฉพาะสังคมที่มีการนิยามและจัดระเบียบอารมณ์ความปรารถนาทางเพศ เช่นในสังคมยุโรปและอเมริกา ซึ่งเชื่อว่าความรู้สึกรักเพศเดียวกันมีแก่นแท้ในตัวเองและบุคคลสามารถหยั่งรู้ได้จากจิตสำนึก ความรู้สึกนี้ถูกนิยามด้วยคำว่า &amp;ldquo;โฮโมเซ็กช่วล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อีกหลายสังคม ไม่มีวิธีคิดเกี่ยวกับการนิยามอารมณ์ทางเพศ ทำให้การแสดงพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นเพียงการแสดงบทบาทหน้าที่ทางสังคม และไม่ถูกยกให้เป็นอัตลักษณ์ของบุคคล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นการศึกษา &amp;ldquo;เกย์&amp;rdquo; ในทางวัฒนธรรมจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจอิทธิพลความคิดของตะวันตกกับวิธีคิดเรื่องเพศในท้องถิ่น ซึ่งมีความซับซ้อนต่อการสร้างนิยามความหมายของอัตลักษณ์และพฤติกรรมทางเพศของบุคคล&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>เกย์,สังคมไทย,ประวัติศาสตร์,อัตลักษณ์,การศึกษา,วัฒนธรรม</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/6</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="7"><id>7</id><type>Article</type><title>“ความต่าง” ของ “วิธีคิด” ต่อวัฒนธรรมกระแสนิยม</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความเรื่องนี้ เป็นการทบทวนการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป (Popular Culture) ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า &amp;ldquo;วัฒนธรรมกระแสนิยม&amp;rdquo;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ความหมายของวัฒนธรรมกระแสนิยมยังมีความคลุมเคลือ นักวิชาการไทยบางคนเรียกวัฒนธรรมประเภทนี้ว่า &amp;ldquo;วัฒนธรรมสมัยนิยม&amp;rdquo; โดยนัยแล้ว อาจหมายถึงวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมจากประชาชน หรือพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทางหนึ่ง อาจหมายถึงวัฒนธรรมที่แพร่หลายและเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่โดยมีสื่อเป็นตัวกลาง เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้จะพยายามชี้ให้เห็นว่าการนิยามความหมายของ &amp;ldquo;วัฒนธรรมกระแสนิยม&amp;rdquo; จากมุมมองต่างๆ ทั้งที่เป็นทฤษฎีตะวันตก และกรณีศึกษาในวัฒนธรรมต่างๆ มีความไม่ลงรอยอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไปจนถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับประวัติและจุดกำเนิดของวัฒนธรรมกระแสนิยม พัฒนาการของการศึกษา และสกุลทางความคิด&amp;nbsp; ชี้ให้เห็นความแตกต่างทางการศึกษาระหว่างนักสังคมวิทยา นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ นักวัฒนธรรมศึกษา และนักมานุษยวิทยา&amp;nbsp; ความแตกต่างของความสนใจของนักวิชาการตะวันตกกับนักวิชาการไทย&amp;nbsp; รวมทั้งข้อจำกัดของแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษา&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>วัฒนธรรมกระแสนิยม,มานุษยวิทยา,สื่อ,วัฒนธรรมมวลชน,วัฒนธรรมบริโภค</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/7</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="8"><id>8</id><type>Article</type><title>ความหมาย Ethnicity ในการศึกษาEthnography</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;คำว่า Ethnography ในทางมานุษยวิทยา สามารถพิจารณาได้ 2 ลักษณะคือ&amp;nbsp; ethnography ที่เป็นงานเขียน (ethnographic writings) กับที่เป็น วิธีการศึกษา(fieldwork) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือวิธีการเก็บข้อมูลทางชาติพันธุ์ซึ่งอาศัยการสังเกต สอบถาม และคลุกคลีกับคนกลุ่มต่างๆอย่างใกล้ชิด ได้นำไปสู่การเขียนงานซึ่งต้องอาศัยกรอบความคิดทฤษฎีในการอธิบายและตีความ&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานเขียนทางมานุษยวิทยากับวิธีการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ถูกกำกับด้วย Theory อย่างใดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>ชาติพันธุ์,มานุษยวิทยา,งานเขียนทางชาติพันธุ์,เผ่าพันธุ์</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/8</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="9"><id>9</id><type>Article</type><title>วิพากษ์ “ความเป็นหญิง” ของหญิงในร่างชาย</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความเรื่องนี้ต้องการวิพากษ์ &amp;ldquo;ความเป็นหญิง&amp;rdquo; (Femininity) ของบุคคลที่เป็นชายใจหญิงหรือหญิงในร่างชาย หรือรู้จักโดยทั่วไปว่ากะเทย เท่าที่ผ่านมาการศึกษาพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางเพศของคนกลุ่มนี้มักจะวางอยู่บนสมมติฐานเรื่อง &amp;ldquo;ตัวตนที่แท้จริง&amp;rdquo; (Truth of Self) ที่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งเชื่อว่าบุคคลที่เป็นหญิงในร่างชายจะมีจิตใจเป็นหญิงมาตั้งแต่กำเนิด (Born to Be)และค่อยๆพัฒนาอัตลักษณ์ความเป็นหญิงในทางวัฒนธรรมในภายหลัง การอธิบายดังกล่าวนี้เป็นการเชื่อว่าตัวตนของหญิงในร่างชายเป็นผลผลิตจากธรรมชาติมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากอุดมการณ์เรื่องเพศที่สังคมได้วางกฎเกณฑ์ไว้ ผลที่ตามมาก็คือ เราจะเห็นกลุ่มหญิงในร่างชาย(ชายใจหญิง) ต่างเชื่อมั่นใน &amp;ldquo;ความเป็นหญิง&amp;rdquo; ของตนและใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บทความนี้ต้องการชวนให้คิดเพื่อก้าวไปให้พ้นกับดักของ &amp;ldquo;ตัวตนตามธรรมชาติ&amp;rdquo; เพื่อที่จะมองใหม่ว่าตัวตนของหญิงในร่างชายไม่ได้เป็นอิสระจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ/ความรู้และบรรทัดฐานทางเพศที่สังคมได้สร้างขึ้นมาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>คนข้ามเพศ,คนแปลงเพศ,ความเป็นหญิง,เพศภาวะ,กะเทย</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/9</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="10"><id>10</id><type>Article</type><title>สถานภาพความรู้ในการศึกษา การเคลื่อนไหวทางสังคมของชาวเกย์</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;การศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมของชาวเกย์ มีความสำคัญในฐานะเป็นการทบทวนองค์ความรู้ แนวคิดทฤษฎี และกระบวนทัศน์ที่ปรากฎอยู่ในแวดวงวิชาการและนักเคลื่อนไหวชาวเกย์&amp;nbsp; หากจะมองในระดับปฏิบัติการจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมของเกย์เป็นการต่อสู้และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมและความยุติธรรมทางสังคมของกลุ่มคนชายขอบที่ถูกสังคมรังเกียจหรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ชาวเกย์จึงออกมาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และให้สังคมตระหนักว่าเกย์หรือชายรักชายสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างปกติเหมือนคนอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เป้าหมายและอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้นี้ยังเป็นสิ่งที่น่าศึกษาและวิเคราะห์ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้การต่อสู้และการเคลื่อนไหวของเกย์มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม&amp;nbsp; การเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้มีเป้าหมายและอุดมการณ์เหมือนหรือแตกต่างกัน กลุ่มและองค์กรเกย์ทั้งหลายคิดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่&amp;nbsp; คำถามเหล่านี้จะนำไปสู่การตรวจสอบแนวคิดทฤษฎีและกระบวนทัศน์ที่ใช้ขับเคลื่อนในการเคลื่อนไหวเหล่านั้น&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>เกย์,การเคลื่อนไหวทางสังคม,สิทธิเสรีภาพ,ความเท่าเทียม,อัตลักษณ์ทางเพศ</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/10</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
<row _id="11"><id>11</id><type>Article</type><title>ความรู้และอำนาจ เบื้องหลังเซ็กและโสเภณี</title><creator>ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ</creator><description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้เป็นการทบทวนการศึกษาและองค์ความรู้เกี่ยวกับโสเภณี ซึ่งมักจะถูกอธิบายด้วยทฤษฎีของเฟมินิสต์ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฏีพฤติกรรมศาสตร์ ทฤษฎีเบี่ยงเบนทางเพศ มีผลทำให้สังคมเข้าใจว่าโสเภณีคือความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ด้านหนึ่งจะมองว่าโสเภณีเป็นปัญหาสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ การล่อลวง การใช้ความรุนแรง การใช้อำนาจ ทำให้ผู้หญิงและเด็ก(ทั้งชายและหญิง)ตกเป็นเหยื่อทางเพศ เป็นคนที่น่าสงสารที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและสงเคราะห์ &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่งมองโสเภณีในมิติทางเศรษฐกิจที่ลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ร่างกายและสรีระทางเพศจะถูกทำให้เป็น &amp;ldquo;วัตถุ&amp;rdquo; (สินค้า) เพื่อตอบสนองตัณหาราคะ ปราศจากความรักและความเมตตา โสเภณีจะถูกตีตราว่าเป็น &amp;ldquo;คนไม่ดี&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้ซื้อบริการทางเพศจะถูกประณามว่า &amp;ldquo;ส่ำส่อน&amp;rdquo; หรือหมกมุ่นในกาม &amp;nbsp;ความคิดทั้งสองด้านนี้ทำให้โสเภณีกลายเป็น &amp;ldquo;อันตราย&amp;rdquo;&amp;nbsp; บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวเป็นการมองโสเภณีเพียงผิวเผิน และทำให้เซ็กเป็นความสกปรกโสมม จึงมีความจำเป็นต้องตรวจสอบความเข้าใจเหล่านี้โดยผู้เขียนจะนำข้อสังเกตของมิเชล ฟูโกต์ เรื่อง Deployment of Sexuality มาเป็นแนวทางวิเคราะห์เพื่อชี้ให้เห็นว่าเซ็กและโสเภณีในสังคมทุนนิยม/บริโภคนิยมคือกลไกและผลผลิตของปฏิบัติการเชิงอำนาจและความรู้แบบวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;ที่สร้างระเบียบและกฎกติกาใหม่ของการแสดงความปรารถนาทางเพศของมนุษย์&lt;/p&gt;
</description><provenance>-</provenance><subject>โสเภณี. เซ็ก,ทุนนิยม,บริโภคนิยม,เฟมินิสต์,อำนาจ,เพศภาวะ,เพศวิถี,กามารมณ์</subject><spatial>-</spatial><temporal>-</temporal><language>ไทย</language><rights>-</rights><license>-</license><source.uri>https://www.sac.or.th/databases/anthropology-concepts/articles/11</source.uri><picture xsi:nil="true" /></row>
</data>
