{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"id","type":"numeric"},{"id":"type","type":"text"},{"id":"title","type":"text"},{"id":"creator","type":"text"},{"id":"description","type":"text"},{"id":"provenance","type":"text"},{"id":"subject","type":"text"},{"id":"spatial","type":"text"},{"id":"temporal","type":"text"},{"id":"language","type":"text"},{"id":"rights","type":"text"},{"id":"license","type":"text"},{"id":"picture","type":"text"},{"id":"source.uri","type":"text"}],
  "records": [
    [1,156,"ออสโตรเอเชียติก","ก่อ (อึมปี้)","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม","<p>กลุ่มชาติพันธุ์ก่อ (อึมปี้) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นมติร่วมกันของชาวอึมปี้ บ้านดง จังหวัดแพร่ และชาวก่อบ้านสะเกิน จังหวัดน่าน ที่ไม่รู้จักคำว่า “อึมปี้” และยืนยันจะให้เรียกชื่อชาติพันธุ์ตนเองว่า “ก่อ” อย่างไรก็ตาม ในมิติความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม ทั้งสองหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องที่มีการไปมาหาสู่กันและพูดภาษาเดียวกัน จึงมีความเห็นร่วมกันให้ใช้คำว่า “ก่อ” แต่ให้วงเล็บ “อึมปี้” ไว้ต่อท้ายเป็น “ก่อ (อึมปี้)”</p><p>Mr. Richard Davis ได้พบหมู่บ้านชาวก่อ (อึมปี้) บ้านดง จังหวัดแพร่ โดยบังเอิญ เมื่อ พ.ศ. 2510 ส่วนประวัติความเป็นมาไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์นี้จึงปรากฏผ่านเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษอพยพลงมาจากแคว้นสิบสองปันนา ในประเทศจีน เมื่อประมาณ 240 - 300 ปีที่ผ่านมา เรื่องเล่าข้างต้นสอดคล้องกับผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ที่ระบุว่า ชาวบ้านดงอพยพมาจากสิบสองปันนา เขตลือเด่นฮ่อเข้ามาอยู่ในลาว ภายหลังเจ้าขาเค ได้ต้อนกลับมาเป็นเชลยศึกที่ถูกแบ่งมาจากบ้านสะเกิน มาทำหน้าที่เลี้ยงม้าและช้างให้กับเจ้าหลวงเมืองแพร่ ให้ตั้งชุมชนที่บ้านดงพร้อมกับสร้างวัดให้ ทั้งนี้ ได้เทียบเคียงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่อาณาจักรหอคำเชียงรุ่งถูกรุกราน และตกอยู่ใต้อำนาจของจักรพรรดิเฉิงหว่า ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราช มีสัมพันธไมตรีอันดีกับเจ้าเมืองหนองเส ได้กวาดต้อนผู้คนบางส่วนจากดินแดนตอนใต้ของจีนมายังล้านนา บรรพบุรุษของชาวก่อ (อึมปี้) อาจอยู่ในกลุ่มนั้น ดังการอ้างอิงถึงท้าวขาก่านเจ้าเมืองน่านในสมัยพระเจ้าติโลกราช ที่นำชาว ก่อ (อึมปี้) เข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือของไทย จวบจนยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง การเคลื่อนย้ายถ่ายเทผู้คนจึงเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา ปัจจุบัน ชาวก่อ (อึมปี้) ได้มาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และบ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่</p><p>ชาวก่อ (อึมปี้) มีภาษาพูดที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่น ส่วนใหญ่ยังคงพูดภาษาก่อ (อึมปี้) ในชีวิตประจำวัน การดำรงชีพยังสัมพันธ์กับระบบเกษตร ชุมชนชาวก่อ (อึมปี้) ทั้งสองหมู่บ้านถูกแยกห่างจากกัน แต่ยังคง<br>อัตลักษณ์ทางภาษาที่มีความใกล้เคียงกัน สามารถสื่อสารกันเข้าใจ ทั้งสองหมู่บ้านยังคงนับถือวิญญาณนิยม โดยบ้านสะเกินมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเจ้าหลวงจองคำ ซึ่งได้รับการนับถือเป็นเจ้าชีวิตของตระกูลไตและพญาพรม และยังคงทำพิธีเลี้ยงเรือนผีประจำตระกูลมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนบ้านดงมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเทวดา และท้าวทั้งสี่ผู้ทำหน้าที่ปกป้องดูแลวงจรชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงพิธีสำคัญในการทำบุญกลางบ้าน หรือ \"พิธีสังคหะ\" สะเดาะเคราะห์หมู่บ้านให้พ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ</p>","-","ก่อ, ก่อเมืองแพร่","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/156_thumbnail_25690709174456367.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=gu8u89Q2/VHPKHko/WjjrQ=="],
    [2,157,"-","กะซอง","ดำรงพล อินทร์จันทร์","<p style=\"text-align: justify;\">เดิมกลุ่มชาติพันธุ์กะซอง (Kasong) มีชื่อเรียกตนเองและชื่อที่คนอื่นเรียกว่า &ldquo;ชอง&rdquo; (Chong) ต่อมานักภาษาศาสตร์จึงมีการเพิ่มระดับการรับรู้ด้วยคำขยายเพิ่มเติมทางภาษาว่า &ldquo;ชองของตราด&rdquo; เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง &ldquo;ชองของจันทบุรี&rdquo; ซึ่งเป็นกลุ่มที่ในทางภาษาศาสตร์ได้มีกระบวนการในการฟื้นฟูภาษาในภาวะวิกฤตไปก่อนหน้าแล้ว ด้วยความคล้ายคลึงของชื่อและความใกล้เคียงของภาษา ทำให้หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นภาษาเดียวกัน ชาวกะซองบางคนได้เรียกตัวเองว่า &ldquo;คนชอง&rdquo; พูดภาษาชองเช่นเดียวกันกับชองจันทบุรี นักภาษาศาสตร์ได้สร้างชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ชองของตราด&rdquo; เป็น &ldquo;กะซอง&rdquo; (Kasong) ที่แปลว่า &ldquo;คน&rdquo; และส่งเสริมความรับรู้ของชาวชอง (ของตราด) เดิมให้เปลี่ยนชื่อเรียกกลุ่มตนเอง เพื่อจำแนกให้เห็นความแตกต่างทางชาติพันธุ์ รวมทั้งสร้างความเข้าใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ หน่วยงานภาครัฐและสาธารณะในการทำความเข้าใจชื่อเรียกนี้</p><p style=\"text-align: justify;\">กะซอง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย &ndash; กัมพูชา มายาวนานนับร้อยปี พระยาตรังคภูมิภิบาล ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้ทำการสำรวจชุมชนและระบุไว้ในหนังสือรายงานการตรวจเมืองระยองเมืองตราด เมื่อ พ.ศ. 2452 ว่าประชากรส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวชอง ชาวเขมร และชาวลาว มีการทำมาหากินด้วยการทำนาปะปนกับการเข้าป่าหาไม้หอมและลูกกระวานเป็นหลัก ต่อมา เมื่อประมาณ พ.ศ. 2475 พระบริหารเทพธานี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ชองในเมืองตราดว่า ชาวชองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่มาแต่เดิมโดยไม่ได้มีการอพยพมาจากพื้นที่อื่น ประกอบกับมีเรื่องเล่าของผู้อาวุโสในหมู่บ้านว่า ชาวกะซองที่มีอยู่เดิมนั้น เป็นลูกหลานของนักรบหรือผู้ป้องกันประเทศชาติในสมัยพระเจ้าตากสิน ในช่วงนั้นจะมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติที่เข้าออกประเทศจากการสู้รบหรือการค้าขาย กลุ่มคนดังกล่าวมีทั้งกัมพูชา เวียดนาม กุลา มอญ และกะซอง ปัจจุบัน ชาวกะซองตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม บางส่วนยังใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับป่า เช่น เก็บหาของป่ามารับประทานหรือขายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว</p><p style=\"text-align: justify;\">ชาวกะซองมีวัฒนธรรมและภาษาพูดเป็นของตนเอง แต่ทว่าสถานการณ์ทางภาษาของชาวกะซองอยู่ในภาวะวิกฤติที่เสี่ยงต่อการสูญหาย เนื่องจากผู้ที่สามารถใช้ภาษากะซองได้มีจำนวนน้อยและมักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ในด้านประเพณีพิธีกรรม ชาวกะซอง โดยเฉพาะในหมู่บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ยังมีความเชื่อเรื่องผีอย่างเคร่งครัด ผ่านการนับถือผีขมุก ซึ่งเป็นผีเรือน และยังคงสืบทอดประเพณีการเซ่นไหว้ผีแม่มดในเดือน 3 ของทุกปี</p>","-","กะซอง, คนชอง, ชองของตราด, ตราด, ผีสมุก","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b5653d78197.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=8J47ESnCgeKK4md6hwzYig=="],
    [3,158,"ออสโตรเอเชียติก","กะยัน","มนตรี วงษ์รีย์","<p>&ldquo;กะยัน&rdquo; และ &ldquo;แลเคอ&rdquo; เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้เรียกตนเอง คำว่าแลเคอ แปลว่า &ldquo;ตอนบนของลำธาร&rdquo; หมายถึง ถิ่นฐานดั้งเดิมของพวกเขาในรัฐคะเรนนี สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นที่รู้จักในชื่อของ &ldquo;กะเหรี่ยงคอยาว&rdquo; สืบเนื่องมาจากการสวมใส่ห่วงคอทองเหลือง นอกจากนี้ ยังมีชื่อเรียกอื่นว่า &ldquo;ปาด่อง\" \"ปะด่อง\" หรือ \"ปาด่อง&rdquo; สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า \"ปาดอง\" ในภาษาไทใหญ่ แปลว่า \"ผู้สวมห่วงทองเหลือง\" แต่ชาวกะยันส่วนใหญ่ปฏิเสธว่าไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ทั้งนี้ ผู้ถือครองวัฒนธรรมพอใจที่จะถูกเรียกว่า \"กะยัน\" มากกว่าชื่ออื่น</p><p>ชาวกะยันเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า เมื่อครั้นเกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่า ชาวกะยันที่ได้รับผลกระทบจึงอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย นักวิชาการสันนิษฐานว่าแต่เดิมชาวกะยันอาศัยอยู่แถบมองโกเลีย แต่ต่อมาได้หนีภัยสงครามมาอาศัยอยู่ในประเทศจีน ก่อนจะอพยพลงมาที่ประเทศพม่า บริเวณเขตดีม่อโซ่ของรัฐคะเรนนีหรือรัฐคะยาห์เมื่อ พ.ศ. 1282 หลังจากประเทศพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2491 รัฐคะเรนนีถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศพม่า รัฐบาลพม่าต้องการปกครองรัฐคะเรนนีด้วยการส่งกองกำลังทหารเข้ามาจัดการดูแลรัฐชาติพันธุ์ต่าง ๆ ขณะที่ชาวคะเรนนีเองต้องการเป็นรัฐอิสระเช่นเดิม จึงได้จัดตั้งกองกำลังเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2491 มาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ &ldquo;พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี&rdquo; หรือ KNPP (Karenni National Progressive Party) นับเป็นกองกำลังของชาวคะเรนนีที่มีเอกภาพและต่อสู้มายาวนานที่สุดในบรรดาชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า</p><p>หลังจาก พ.ศ. 2530 การสู้รบระหว่างกองกำลังของรัฐอิสระและกองกำลัทหารพม่าเกิดความรุนแรงต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนอพยพเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่จำนวนมาก ชาวกะยันเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพออกมาจากพื้นที่รัฐคะเรนนี ชาวกะยันเริ่มอพยพเข้ามายังประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา โดยเข้ามาบริเวณพรมแดนไทย - พม่า ตรงข้ามกับพื้นที่ตำบลผาบ่องและตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวกะเหรี่ยงคอยาวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยที่ห้วยพูลอง บ้านน้ำเพียงดิน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่แรก ปัจจุบัน พบชาวกะยันอาศัยใน 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านห้วยปูแกง (น้ำเพียงดิน) บ้านห้วยเสือเฒ่า และบ้านในสอยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ ยังพบชาวกะเหรี่ยงคอยาวอาศัยกระจายตัวในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และชลบุรีอีกด้วย</p><p>ชาวกะยันมีการแต่งกายที่โดดเด่น โดยเฉพาะผู้หญิงจะสวมใส่ห่วงทองเหลืองที่ขดม้วนเรียงกันหลายชั้นบริเวณรอบคอ และมักเล่นกะโยดุหรือกีตาร์สี่สาย หรือหญิงสาวชาวกะยันที่สวมห่วงทองเหลืองนั่งทอผ้า สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ติดอยู่ในความทรงจำของคนทั่วไป และเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวกะยัน จนเกิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวหลายแห่ง ในขณะเดียวกัน การส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมในระยะหลังได้ยกชูประเพณีของชาวกะยันและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นจุดขาย เช่น ประเพณีดีกู่ ประเพณีปอยต้นที เป็นต้น โดยเป็นไปในลักษณะของการจัดมหกรรม มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มีการแสดงจากชุมชน เพื่อนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/64ad367b9737d.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=yWe/j5VhoO8rLhqUK3iN4g=="],
    [4,159,"จีน-ธิเบต","กะแย","-","<p>กลุ่มชาติพันธุ์กะแย หรือที่รู้จักในประเทศไทยว่ากะเหรี่ยงแดงนั้น มีชื่อเรียกในภาษาตนเองคือ &ldquo;กะแย&rdquo; หมายถึงคนหรือมนุษย์ บางครั้งออกเสียงว่ากะแยลี นอกจากนี้ยังเรียกตัวเองว่า \"บเว\" อาจออกเสียงเป็น แบร บวอย หรือปะแย ได้ด้วยช่นกัน ขณะที่คนนอกวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือมักรู้จักในชื่อยางแดง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวกะแยสัมพันธ์กับชาวเมียนมาในรัฐคะยา ทำให้ในสังคมเมียนมาและเอกสารจากต่างประเทศรู้จักพวกเขาในชื่อ กะยา กะหยินนี หรือคะเรนนี แต่ในระยะหลัง คนรุ่นใหม่รณรงค์ให้ใช้ชื่อเรียก &ldquo;กะแย&rdquo; เนื่องจากต้องการสื่อสารให้คนนอกวัฒนธรรมเข้าใจวิถีวัฒนธรรมและตัวตนของชาวกะแยมากขึ้น</p><p>กะเหรี่ยงแดงหรือกะแยนั้น นักวิชาการสันนิษฐานว่าได้เริ่มอพยพเคลื่อนย้ายจากประเทศพม่าเข้ามาสู่ประเทศไทยหลังยุคล่าอาณานิคม และมีความเข้มข้นของการเคลื่อนย้ายเมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในประเทศพม่าหลังการปลอดปล่อยพม่าจากการเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ นำไปสู่สงครามกลางเมืองและการต่อรองของกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยเพื่อแยกตัวเป็นอิสระ ขณะที่หลักฐานตำนานพื้นบ้านของโยนกระบุว่า ผู้ครองแคว้นคะยาก่อนการเข้ามาของอังกฤษนั้น อยู่ภายใต้อาณัติของโยนกผู้อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ ซึ่งมีหน้าที่จ่ายค่าที่ดินรายปีให้กับเจ้านครเชียงใหม่ โดยมีสนธิสัญญาระหว่างกันว่าตราบใดที่แม่น้ำสาละวินไม่แห้ง เขาความไม่ตรง ถ้ำหลวงไม่ยุบ นครเชียงใหม่กับเมืองยางแดงจะเป็นพันธมิตรและไม่รุกรานกัน หลักฐานดังกล่าวชี้ชัดว่าดินแดนแถบนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวกะแยมาเนิ่นนาน ก่อนที่คนไตจะเข้ามารุกไล่ จนชาวกะแยต้องถอยร่นขึ้นไปทางเหนือหรือบริเวณชายขอบของเมืองแม่ฮ่องสอน และเคลื่อนย้ายเข้าไปในประเทศพม่าในที่สุด</p><p>อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างเสรีก่อนการขีดเส้นแบ่งรัฐชาตินั้นเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากต้องหาพื้นที่ทำกิน ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่หลักที่มีชาวกะแยอาศัยอยู่ รวมถึงพื้นที่ในอำเภอเมือง ที่ชาวกะแยกระจัดกระจายไปกว่า 40 ชุมชน จากคำบอกเล่าพบว่าชาวกะแยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาสามชั่วอายุคน หากแต่เคลื่อนย้ายไปมาตามไหล่เขาเพื่อหาที่ทำกิน ก่อนจะเริ่มตั้งหมู่บ้านถาวรเมื่อราว 50 ปีที่ผ่านมา</p><p>นอกจากนี้ ชาวกะแยมีพิธีกรรม \"อิลู\" หรือปอต้นที ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญอันแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกะแยไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งกระบวนการประกอบพิธีกรรมที่ชุมชนร่วมไม้ร่วมมือกัน การแบ่งสรรบทบาทหน้าที่ระหว่างชายหญิงในพิธีกรรม การประดิษฐ์ตกแต่งอิลูอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของการเชื่อมโยงระหว่างโลกของพระเจ้ากับโลกของมนุษย์ การเสี่ยงทายชะตาหมู่บ้านและเสี่ยงทายชะตาประจำปีของผู้ชายในชุมชนด้วยกระดูกไก่ตามความเชื่อวิญญาณณิยม การประกอบอาหารและเครื่องดื่มตามความเชื่อเพื่อถวายแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการเต้นรำเพื่อถวายแก่พระเจ้าตามความเชื่อ</p>","-","กะเหรี่ยงแดง, กะเเย, ปอยต้นที, อิลู","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/65486be8d5fec.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=KkaBpRim6GsJaaLKT4G1Fg=="],
    [5,162,"ออสโตรเอเชียติก","กำมุ","เกธราดา จันทะมธารี","<p>ชาติพันธุ์กำมุ (Khamu) เป็นชื่อเรียกตนเองตามสำเนียงท้องถิ่นว่า &ldquo;กำมุ&rdquo; &ldquo;กึมมุ&rdquo; &ldquo;ข่ามุ&rdquo; &ldquo;พรุ่&rdquo; หรือ &ldquo;เคอม&rdquo; ในระยะแรกนักวิชาการเรียกว่า &ldquo;ข่ามุ&rdquo; ต่อมาในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 7 จึงเปลี่ยนมาเรียกว่า \"ขมุ\" เช่นเดียวกันกับชาวลาว ที่จะเรียกชนกลุ่มนี้ว่า \"ข่ามุ\" \"ข่า\" หรือ \"ลาวเทิง\" สำหรับชื่อที่ใช้ในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เรียกว่า &ldquo;ขมุ&rdquo;</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์กำมุเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดอยู่ในกลุ่ม &ldquo;ลาวเทิง&rdquo; เมื่อลาวตกอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสราว พ.ศ. 2436 - 2496 พบว่าชาวขมุจำนวนมากได้กลายเป็นแรงงานในบริษัททำไม้ของฝรั่งเศส ทำหน้าที่เป็นควาญช้าง เลี้ยงช้าง และแรงงานตัดไม้ ชักลากไม้ออกจากป่า ภายหลังจากหมดสัญญาจ้าง ชาวกำมุมักเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แต่งงานกับหญิงพื้นเมืองและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตามลุ่มน้ำในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน กาญจนบุรี และอุทัยธานี ส่วนคนกำมุที่กระจายตัวบริเวณพื้นที่ชายแดนไทยนั้น พบหมู่บ้านของคนกำมุจำนวน 5 หมู่บ้าน ในอำเภอเวียงแก่นและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้แก่ หมู่บ้านท่าวังผา หมู่บ้านห้วยซ่าน หมู่บ้านห้วยเอียน หมู่บ้านห้วยกอก และหมู่บ้านห้วยเย็น นอกนั้นมีการอยู่อาศัยปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นผ่านการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กับคนม้ง คนจีนฮ่อ เช่น หมู่บ้านห้วยจ๊อ หมู่บ้านทุ่งพัฒนา และหมู่บ้านป่าตึง</p><p>ปัจจุบัน ชาวกำมุมีความสำคัญต่อสังคมไทยในแง่ของการเป็นแรงงานในภาคการเกษตร <a>พวกเขามีวิถีการดำรงชีพ อัตลักษณ์ทางประเพณีวัฒนธรรม และระบบความเชื่อที่สะท้อนถึงตัวตน</a> นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มคนที่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ดังเช่นในปัจจุบันที่พวกเขาเข้าร่วมเทศกาลต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านการสร้างกลุ่มและเครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนพื้นราบ ทำให้พวกเขามีสถานะของการเป็นพลเมืองไทยควบคู่กับการแสดงออกทางอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่มีความชัดเจน ท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/642d3dd0d2b75.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=iTSBk6+pEdIqHnzagi3g/w=="],
    [6,161,"ออสโตรเอเชียติก","กูย","ธีรพงษ์ กันทำ, ประจวบ จันทร์หมื่น","<p>กลุ่มชาติพันธุ์กูยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในกลุ่มของภาษามอญ - เขมร (Mon - Khmer) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) คำว่า “กูย” ซึ่งอาจกลายเป็นสำเนียงว่า “กุย, กวย, โกย หรือ โก็ย” ก็ได้ คำว่า “กูย”แปลว่า “คน” (ไม่ใช่ผี) และในบางพื้นที่เรียกกลุ่มเดียวกันนี้ว่า “ส่วย” คำว่า “ส่วย” เป็นคำเรียกตามพันธะทางสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่ชำนาญการจับช้างมาฝึกและเลี้ยงช้าง ใช้เรียกตนเองด้วยความเข้าใจว่าเป็นชื่อเรียกตนเองมาแต่เดิมไม่ได้กำหนดจากชาติพันธุ์ เมื่อมีพันธะที่ต้องส่งส่วยแล้วผู้คนในลุ่มแม่น้ำมูนและเทือกเขาพนมดงรักก็ถูกชนชั้นนำสยามเรียกว่า “พวกส่วย” คำว่า “ส่วย” จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกของคนกูยหรือกวย</p><p>ถิ่นฐานและประวัติศาสตร์ของชาวกูยนั้น นักวิชาการสรุปได้มีสามแนวทาง ดังนี้</p><p><strong>แนวทางแรก</strong> เห็นว่า <span class=\"fontstyle01\">ถิ่นกำเนิดของชาวกูยคือแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย อีริก ไซเดนฟาเดน นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเดนมาร์ก รองผู้ตรวจราชการภูธรหัวเมืองอีสาน ระหว่างปี พ.ศ. </span><span class=\"fontstyle01\">2451 – 2462 ได้ชี้ให้เห็นว่า ถิ่นกำเนิดของชาวกูยในประเทศไทยอยูบริเวณตอนเหนือของอินเดีย โดยได้อพยพลงมาทางใต้เข้าสู่ประเทศพม่า ถึงบริเวณภาคอีสานของประเทศพม่า จนกระทั่งถึงบริเวณภาคอีสานของประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 3,000 ปีมาแล้ว </span></p><p><strong>แนวทางที่สอง</strong> เห็นว่า <span class=\"fontstyle01\">ชนชาติที่เรียกว่า “กูย” (กวย) นั้นได้อพยพมาจากเมืองกุยจิ๋ว มณฑลไกวเจา ประเทศจีน</span></p><p><strong>แนวทางที่สาม</strong><span class=\"fontstyle01\">ถิ่นกำเนิดของชาวกูย คือ บริเวณที่อยู่ของชาวกูยในปัจจุบัน ชาวกูยเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูน เทือกเขาพนมดงที่ตั้งถิ่นอยู่อาศัยในตอนเหนือของกัมพูชา บริเวณเขตแดนอัตตะปือ แสนปาง ประเทศลาว ภาคอีสานตอนใต้และบางบริเวณของภาคตะวันออกของประเทศไทย </span>ปัจจุบันในประเทศไทยสำรวจพบชาวกูยอาศัยอยู่ใน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี</p><p>ชาวกูย มักเป็นที่รู้จักกันในนามกลุ่มที่เลี้ยงช้าง ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มย่อยหนึ่งของชาวกูยเท่านั้น ขณะที่ชาวกูยแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง มีความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่น กูยมะไฮ จังหวัดอุบลราชธานี มีความเชื่อเกี่ยวกับศาลผีอาหย๊ะจำนักที่สถิตอยู่บนภูเขาว่าเป็นประตูเปิดเข้าสู่ป่าเป็นการอนุญาตใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ในบริเวณกูยมะโล จังหวัดศรีษะเกษ มีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษหรือศาลปู่ตา ในขณะที่กูยมะโลและกูยมะลัวใน จังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดศรีสะเกษ มีความเชื่อเกี่ยวกับตะกวดว่าเป็นสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นผีบรรพบุรุษผู้คุ้มครองความปลอดภัยแห่งชีวิต และอาจจะมีลักษณะร่วมกันบางประการด้านภาษา ด้านประเพณีการถือผี แต่ชาวกูยเองก็มีอัตลักษณ์เป็นของตนเองตามพื้นที่เฉพาะแต่ละท้องถิ่น กล่าวคือ ชาวกูยแต่ละท้องถิ่นจะยืนยันอัตลักษณ์ของตนเองตามอัตลักษณ์ของหมู่บ้านและเครือข่ายหมู่บ้านของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองแตกต่างกับชาวกูยกลุ่มอื่น ๆ</p>","-","-","-","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/652793a15c964.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Tf8/ujfS/t49Xu2r/Ft8Tw=="],
    [7,163,"ออสโตรเอเชียติก","ขแมร์ลือ","-","<p>กลุ่มชาติพันธุ์ขแมร์ลือนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในแถบอีสานใต้ซึ่งจะกระจัดกระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ อย่าง จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง คำว่า \"ขแมร์ลือ\" หรือ \"คแมร์ลือ\" มีความหมายว่า เขมรสูง แต่ในประเทศกัมพูชาจะเรียกแทนกันว่า \"คแมร์ - กรอม\" ซึ่งแปลว่าเขมรต่ำ โดยที่เขมรสูงและขเมรต่ำนั้นมีความแตกต่างกันและแบ่งแยกกันตามภูมิวัฒนธรรม ชาวขแมร์ลือดั้งเดิมมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับคนไทยพื้นเมือง เห็นได้จากการตั้งถิ่นฐาน อาหาร ลักษณะบ้านเรือน และการปกครอง ชาวขแมร์ลือส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์และผี ส่งผลให้ประเพณีและพิธีกรรมมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของกลุ่มชาติพันธุ์ขแมร์ลือ</p><p>นักประวัติศาสตร์หลายคนมีการคาดการณ์ว่า ถิ่นฐานเดิมของชาวขแมร์นั้นอยู่บริเวณพื้นที่เทือกเขาสูงโคราช และยังพบหลักฐานทางโบราณคดี ได้แก่ ปราสาทหิน แต่เกิดการอพยพขึ้นเนื่องจากสงคราม ส่งผลให้ชาวขแมร์ต้องอพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณอีสานใต้เป็นส่วนใหญ่ และอาศัยอยู่มากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ประจำถิ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน</p><p>ปัจจุบัน ชาวขแมร์ลืออยู่แบบกระจัดกระจายตามจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ ในแถบอีสานใต้ เช่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ปราจีนบุรี ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว เป็นต้น แต่จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องหากเปรียบเทียบกับในอดีต เนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดทางวัฒนธรรม</p><p>อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวขแมร์ที่โดดเด่น ได้แก่ การแต่งกายด้วยผ้าไหมที่มีความเป็นเอกลักษณ์และได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่เกิดปัญหาการเข้ามาแทรกแซงของภาครัฐ ที่พยายามเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ชาวขแมร์ก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมไว้ได้ และยังมีภาษาเขมรที่เป็นที่นิยมอย่างมากและใช้ต่อเนื่องกันอย่างเรื่อยมา</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/6461ab3b93d71.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=PkWSdWMq8Lw8Rldr7fetIA=="],
    [8,164,"จีน-ธิเบต","คะฉิ่น","นครินทร์ ดำรงภคสกุล","<p>คะฉิ่น (Kachin) เป็นชื่อเรียกของชาวคะฉิ่นในภาษาเมียนมา อีกทั้งยังหมายถึงรัฐหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า &ldquo;พวกขาง&rdquo; ทั้งนี้ ในกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า &ldquo;คะฉิ่น&rdquo; ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์จิงเผาะ (Jinghpaw) ระวาง (Rawang) ซิ (Zi) มารุ (Maru) ลาซิ (Lashi) และลีซู (Lisu) ที่ยอมรับกลุ่มจิงเผาะเป็นผู้ปกครองคนภายในรัฐคะฉิ่นในเมียนมาตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคมของอังกฤษ และมีการใช้ภาษาจิงเผาะเป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยต่าง ๆ โดยกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยเหล่านี้มีภาษาพูดเป็นของตนเองและตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐคะฉิ่นมาก่อนแล้ว</p><p>คำว่าคะฉิ่น เป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในดินแดนแถบทิเบต และมีการอพยพเคลื่อนย้ายจากความแห้งแล้งในพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ จึงเคลื่อนย้ายลงทางใต้และมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในแถบรัฐอรุณาจัลประเทศและรัฐอัสสัมของอินเดีย และเรียกตัวเองว่า &ldquo;สิงโป&rdquo; (Singpo) ส่วนกลุ่มที่กระจายตัวอยู่ในแถบภูเขาในมลฑลยูนนาน ประเทศจีน เรียกตัวเองว่า &ldquo;จิงโป&rdquo; (Jingpo) ส่วนกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐคะฉิ่นเรียกตัวเองว่า &ldquo;จิงเผาะ&rdquo; (Jinghpaw) ก่อนประเทศเมียนมาตกเป็นอาณานิคมอังกฤษนั้น กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยต่าง ๆ ยอมรับ &ldquo;จิงเผาะ&rdquo; เป็นกลุ่มผู้นำหรือผู้ปกครองที่ขึ้นตรงกับจักรวรรดิจีนในสมัยราชวงศ์ถังมาจนถึงราชวงศ์ชิง พวกเขามีความเชื่อและนับถือผีหรือวิญญาณเป็นหลักโดยเรียกว่า &ldquo;นัต&rdquo; (Nats)</p><p>หลังจากเมียนมาอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนา ได้มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาจิงเผาะและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวจิงเผาะ ศาสนาคริสต์ได้เข้ามาแทนที่ความเชื่อแบบดั้งเดิม และเกิดกลุ่มคะฉิ่นสมัยใหม่ขึ้น ภายหลังเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ กลุ่มคะฉิ่นใหม่จึงมีความพยายามแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐบาลเมียนมาในยุคนั้น กลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสิบปี ชาวคะฉิ่นจึงอพยพและเคลื่อนย้ายหนีปัญหาสงครามออกจากถิ่นฐานเดิม บางส่วนข้ามแดนไปยังประเทศจีน และบางส่วนอพยพลงมาอยู่ทางเหนือของประเทศไทย มีการรวมตัวตั้งเป็นหมู่บ้านคะฉิ่นขึ้นที่บ้านใหม่สามัคคี อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่นที่ตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านใหม่สามัคคี อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ ได้แก่ ประเพณีรำมะหน่าว เป็นการจัดเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสหรือวาระสำคัญของหมู่บ้าน ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นการรวมเอามรดกทางวัฒนธรรมของชาวคะฉิ่นทุกกลุ่มย่อยที่อาศัยอยู่ในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งด้านเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของแต่ละกลุ่ม องค์ความรู้ในการสร้างเสามะหน่าว อาหารคะฉิ่น และพิธีกรรมการเต้นรำลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงการรวมใจของชาวคะฉิ่นทั้งหมดในการจัดพิธีกรรมนี้ เพราะถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์</p>","-","คะฉิ่น, จิงเผาะ, บ้านใหม่สามัคคี, รำมะหน่าว","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645df858170a2.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=w8iy8e9hvtkKFV47UlWbcg=="],
    [9,165,"จีน-ธิเบต","จีน","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์","<p>&ldquo;ชาวจีน&rdquo; ในประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยหลายกลุ่ม ได้แก่ แต้จิ๋ว ฮากกา ไหหนำ (ไหหลำ) ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง จีนฮ่อ (จีนยูนนาน) และตันกา (ชาวเลจีน) รวมถึงชาวจีนที่แต่งงานกับชาวพื้นเมือง ได้แก่ ซัมซัม เปอรานากัน และจีนไทย หรือไทยจีน อย่างไรก็ตาม ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ กลุ่มชาวจีน 5 กลุ่มแรกถือว่ามีเป็นจำนวนมากในประเทศไทยและรู้จักกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งหมดรวมเรียกด้วยภาษาแต้จิ๋วว่า &ldquo;โหงว ฮก&rdquo; (五属) การเรียกชื่อโดยรวมนั้น มักจะเรียกตัวเองว่าคนจีน ขณะที่ปัจจุบันยังใช้คำว่า ไทยเชื้อสายจีน อันบ่งบอกถึงสถานภาพและความเป็นสมาชิกของรัฐชาติ อาจจะต่อท้ายด้วยเชื้อสายของคนซึ่งมีหลากหลายกลุ่มขณะที่เมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับชาวจีนด้วยกันเองนั้น มักนำเสนอตัวเองด้วยการเรียกชื่อตามเชื้อสายเสียมากกว่า สำหรับฐานข้อมูลนี้จะขอนำเสนอเฉพาะ 5 กลุ่มหลักเท่านั้น</p><p>ชาวจีนเดินทางเข้ามาในไทยด้วยหลายหลายเหตุผลปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยทวารวดีดังเช่นพบจารึกภาษาจีนหลังพระพิมพ์ที่เมืองศรีเทพ เป็นต้น (พิริยะ ไกรฤกษ์, 2564) หรือในเขตภาคใต้พบหลักฐานเครื่องถ้วยจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (GISTDA, 2019) ยังไม่นับรวมเครื่องถ้วยจีนมหาศาลและการส่งบรรณาการของรัฐต่าง ๆ เช่น อยุธยา สุโขทัย ล้านนา ไปยังราชสำนักจีน แต่ที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนคือในสมัยอยุธยาที่มีประชาคมชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังปรากฏในบันทึกของเจิ้งเหอ ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายปรากฏชัดว่ามีชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ อาศัยอยู่ในอยุธยาไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหนำ และฮากกา (พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร, 2546; 2564) ต่อมาในสมัยธนบุรี ชาวจีนรับรู้ว่าพระเจ้าตากสินเป็นแต้จิ๋วจึงได้พากันเดินทางมายังเมืองไทยอย่างมหาศาล เพื่อหนีภัยแล้งและความทุกข์ยากในเมืองจีน ประกอบกับหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา 2310 กรุงธนบุรีและต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์มีความต้องการแรงงานเพื่อชดเชยกับไพร่พลที่ถูกกวาดต้อนไป ในเวลานี้ตั้งถิ่นฐานหลัก ๆ คือ ย่านเยาวราชและสำเพ็ง รวมถึงหัวเมืองสำคัญ เช่น จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น (อดุลย์ รัตนมั่นเกษม, 2557, น. 95-99)</p><p>ในสมัยรัชกาลที่ 4 - 6 ชาวจีนอพยพเข้ามาอีกระลอกหนึ่งมีทั้งแต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหนำ กวางตุ้ง และฮากกา ทั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยภายในของจีนอันได้แก่ปัญหาทางการเมือง ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ และภัยธรรมชาติ กอปรกับปัจจัยภายในของสยาม โดยเฉพาะนับแต่การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง (2398) และการขยายตัวของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของสยาม ดึงดูดให้ชาวจีนเดินทางเข้ามาแสวงโชคและลงทุนกันอย่างมหาศาล (วิลเลียม สกินเนอร์, 2529, น. 32-39) และด้วยเรือเดินทะเลที่ทันสมัยมากขึ้นส่งผลทำให้ชาวจีนที่เข้ามาไม่มีเฉพาะผู้ชายอีก แต่จะมีผู้หญิงตามเข้ามาด้วย ส่งผลทำให้ชาวจีนหลายกลุ่มยังคงสามารถรักษาเชื้อสายและอัตลักษณ์มาได้ยาวนาน ในช่วงปลายสุดของรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ชาวจีนมีการรวมกลุ่มจัดตั้งโรงเรียน สมาคม และมูลนิธิกันหลายแห่ง ชาวจีนห้ากลุ่มยังร่วมมือกันตั้งโรงพยาบาลและหอการค้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชาวจีนได้รับผลกระทบจากนโยบายชาตินิยมของรัฐ เนื่องจากชาวจีนมีบทบาทและอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างสูง อีกทั้งมีประชากรเป็นจำนวนมากนับล้านคน จึงทำให้รัฐบาลพยายามผสมกลมกลืนชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ เข้าสู่ความเป็นไทย (วิลเลียม สกินเนอร์, 2529, น. 158-175)</p><p>ชาวจีนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นไม่กระจุกตัวในภาคกลางและภาคใต้เหมือนในสมัยก่อนหน้านั้นแล้ว แต่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ เพราะการพัฒนาขึ้นของเส้นทางรถไฟ และการค้าตามหัวเมือง ชาวจีนในเวลานี้มีทั้งที่เป็นแรงงานและได้พัฒนาขึ้นเป็นผู้ประกอบการจนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ในสมัยรัชกาลที่ 7 ชาวจีนกลุ่มใหญ่ได้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว ดังเห็นได้จากคราวรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มณฑลพายัพ ได้การเชิดมังกรจากกวางตุ้ง มีการเชิดเสือจากไหหนำ มีพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋ว ชาวจีนฮ่อมาต้อนรับ (กมล นโนชญากร, 2558) ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชาวจีนประกอบอาชีพหลากหลายในสังคม นับแต่เจ้าของกิจการเล็กใหญ่หลายหมื่นแห่ง ช่างไม้ ช่างเครื่อง ช่างโลหะ ชาวสวน นักแสดง ลูกเรือ หาบเร่ และกรรมกร ในขณะที่คนไทยเน้นที่การรับราชการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสัดส่วนนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปในห้วงเวลาอีกหลายทศวรรษต่อมา ในปัจจุบันชาวจีนทั้งจีนเก่าและจีนใหม่ยังถือว่ามีบทบาทสูงทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย โดยอาศัยอยู่ในแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย</p><p>ชาวจีนในไทยปัจจุบันยังคงสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ในระดับหนึ่ง ความเข้มข้นขึ้นอยู่กับพื้นที่และในแต่ละครอบครัว ชาวจีนได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นผู้มีความมัธยัสถ์ อดออม และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เชี่ยวชาญการทำมาค้าขาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความคุ้นเคยกับการค้าและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว อัตลักษณ์สำคัญของชาวจีนในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด คือ ประเพณี พิธีกรรม และอาหาร พิธีกรรมแบบจีนได้รับการยอมรับทั้งในพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ของการท่องเที่ยว เช่น พิธีถือศีลกินเจพิธีตรุษจีน เช่นเดียวกับอาหารของชาวจีนนั้นได้รับการยอมรับ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารไทย ภัตตาคารจีนในย่านเศรษฐกิจเป็นที่นิยมของทั้งชาวจีนในประเทศไทย คนต่างเชื้อชาติ และนักท่องเที่ยวอีกด้วย</p>","-","คนจีน, ไทยเชื้อสายจีน, ศาลเจ้าแม่ทับทิม","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/64b5fd52e6465.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=FkOyXKB4MrR20fnB60T8hQ=="],
    [10,217,"จีน-ธิเบต","จีนยูนนาน (จีนฮ่อ)","-","<p>กลุ่มชาติพันธุ์จีนยูนนาน หรือ จีนฮ่อมุสลิม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ มีองค์กรศาสนาและโรงเรียนอิสลาม ซึ่งถือเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของชุมชน จากเหตุการณ์ที่ชาวจีนฮ่อถูกปราบปรามกวาดล้างอย่างหนัก เป็นสาเหตุให้เกิดการอพยพกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ในบริเวณตะเข็บชายแดนพม่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ชาวจีนฮ่อจะอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่ยังมีบทบาทสำคัญในด้านการค้าทางไกลและมีเครือข่ายการค้าที่สามารถเดินทางค้าขายไปมาในแถบภูเขาเขตรอยต่อตั้งแต่จีนตอนใต้ ยูนนาน ทิเบต ลาว พม่า และภาคเหนือของไทย</p><p>ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวจีนฮ่อถูกปราบปรามกวาดล้างอย่างหนัก ทำให้ต้องอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยอาศัยอยู่ในเขตชุมชนบ้านฮ่อ ชุมชนตักวา และย่านสันป่าข่อย ซึ่งพวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองเชียงใหม่และสามารถดำรงชีวิตตั้งถิ่นฐานอยู่ได้ ปัจจุบันชาวจีนฮ่อยังคงอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายในการทำกิจกรรมและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานวันเกิดศาสนาเมาลิด งานตรุษมุสลิม เป็นต้น</p><p>ชาวจีนฮ่ออาศัยความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางศาสนา ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและทำกิจกรรมทางศาสนา อาทิ เทศกาลรอมฎอน</p>","-","-","-","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/635762b276420.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=K+F4AW8SinRG/6OtUy5cVQ=="],
    [11,166,"ออสโตรเอเชียติก","ชอง","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์","<p>ชองเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในแถบจังหวัดจันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา ชนกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า &ldquo;ชอง&rdquo; หมายถึง &ldquo;คน&rdquo; ซึ่งถูกบรรจุหมายความไว้ในพจนานุกรมภาษาไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ว่าเป็นชื่อของชนกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดจันทบุรี อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของชาวชองได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในชื่อ &ldquo;ขำของ&rdquo; ขณะที่ชาวชองในประเทศกัมพูชานั้น เรียกตัวเองว่า \"ตัมเร็จ\" หรือ \"สำเร\" และเป็นที่รู้จักของชนกลุ่มอื่นในชื่อ \"ปัว\" หรือ \"ซองชีขะโมย\"</p><p>ชาวชองเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏในบันทึกของจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 ตอนต้น ระบุว่า ชาวชองถูกชาวเขมรจับไปเป็นทาส และอาศัยอยู่ตามป่าเขา เก็บของป่าล่าสัตว์ ปลูกกระวาน และฝ้าย สอดคล้องกับคำบอกเล่าของชาวชองที่จันทบุรี ที่มีการเพาะปลูกกระวานเป็นอาชีพสำคัญ ประกอบกับบันทึกหลายชิ้นที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชาวชองที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และในราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง แต่ไม่มีการจดบันทึกเรื่องราวเนื่องจากไม่มีภาษาเขียน ชนกลุ่มนี้ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ ปลูกกระวาน และทำไร่ข้าว</p><p>เช่นเดียวกับบันทึกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กล่าวถึงชาวชองที่จันทบุรี สอดคล้องกับงานเขียนและนิพนธ์ของเสฐียรโกเศศและสุนธรภู่ ที่กล่าวถึงชาวชองจันทบุรีในทิศทางเดียวกัน ส่วนในหนังสือประวัติจังหวัดตราดที่เรียบเรียงโดยพระบริหารเทพธานี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด เมื่อประมาณ พ.ศ. 2474 ระบุว่า ชาวชองในเมืองตราดเป็นชนพื้นเมืองตราด ไม่ได้อพยพมาจากพื้นที่อื่น ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยบริเวณเชิงเขาบรรทัดใกล้ชายแดนไทย - กัมพูชา นับถือศาสนาพุทธควบคู่กับผีบรรพบุรุษ จากบันทึกข้างต้นชี้ชัดว่า ชาวชองในประเทศไทยเป็นชนท้องถิ่นดั้งเดิม อาศัยอยู่ในแถบนี้มายาวนาน มีระบบสังคม และประเพณีวัฒนธรรมเฉพาะ ปัจจุบัน ชาวชองกระจายตัวอยู่ในภาคตะวันออกติดกับชายแดนประเทศกัมพูชา ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง และฉะเชิงเทรา</p><p>แม้ว่าชาวชองจะมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับกระวานมายาวนาน แต่ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาดำรงชีพด้วยการทำเกษตร โดยเฉพาะการทำสวนผลไม้ แต่ยังคงไม่ละทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยเฉพาะการปลูกพืชสมุนไพร เช่น กระวาน เร่ว และไม้กฤษณา (ไม้หอม) เป็นพืชเศรษฐกิจ ยาสมุนไพรพื้นบ้านหลายตำรับได้รับการสืบทอดและสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อยอด ขณะเดียวกันยังมีความเชื่อเรื่องผีอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเล่นผีหิ้งผีโรงที่ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสายตระกูลและบรรพบุรุษไม่ให้หลงลืมกัน ระบบความเชื่อเรื่องผีจึงเป็นความรู้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาวชองที่ยังดำรงอยู่เพื่อธำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645df8c7e8090.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=3jjIOOfsl6q1JQIDTv5juw=="],
    [12,167,"ออสโตรเอเชียติก","ซะโอจ","คำรณ วังศรี","<p>กลุ่มชาติพันธุ์ ซะอูด หรือ ซะโอจ เป็น ชนเผ่าโบราณจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก กลุ่มภาษาเปียริก มีภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียนใกล้เคียงกับ ภาษาสำเร ภาษาซูโอยและภาษาเปียร์ ผู้พูดภาษานี้กำลังลดจำนวนลง เหลือประมาณ 40 - 50 คน ในบ้านทุ่งนา หมู่ที่ 4 ตำบลหนองเป็ดอำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรี</p><p>คำว่า อูด นี้ถูกเรียกจากกลุ่มชาวขมุและละว้า ก่อนพันตรีอิริคไซเด็นฟาเด็นได้พบพวกชาวพื้นเมืองที่นั่นเรียกกันว่าอูดหรือเขมรดงอยู่ที่แควใหญ่กิ่งอำเภอศรีสวัสดิ์ และได้ลองสอบคำพูดอูดดูปรากฏว่าคล้ายพวกชอง</p><p>ในอดีตชาวซะอูดทำไร่ทำนาปลูกพริกขี้นกปลูกละหุ่งบนเขา เอาไว้ขายให้กับพ่อค้าชาวจีน ทางกลับจะซื้อกะปิ น้ำตาล ขนมแห้ง เป็นปี๊บ เกลือ มีการช่วยเหลือกันเอาแรงกันเรียกว่า การลงแขกเริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้แก่มันสำปะหลัง ข้าวโพด พริก ผัก มะละกอ ละหุ่ง ข้าว ข้าวเหนียวดำ</p><p>ชาวซะอูดอาศัยในครอบครัวเดี่ยว เป็นครอบครัวใหญ่ มีนามสกุลหลัก อยู่ 6 นามสกุล คือ กากี ประเนติ สายสร้อยทอง หงส์ยนต์ ยอดน้ำ สร้อยทอง การแต่งกาย ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้า ส่วนผู้ชาย นุ่งโสร่งหรือใส่กางเกงแพร เสื้อบางครั้งใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เมื่อไปทำบุญจะใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว กางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคาดเอว</p><p>ชาวซะอูดที่กระจุกตัวและอาศัยอยู่ในบ้านทุ่งนา ตำบลหนองเป็ด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ห่างจากลำแม่น้ำแควใหญ่ประมาณ 5 กิโลเมตร ต่อมาทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนศรีนครินทร์ได้ทำการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า จึงได้ทำการอพยพมาตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านหนองหว้า (บ้านทุ่งนาปัจจุบัน) กลุ่มชาติพันธุ์ ในบ้านทุ่งนามี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มเชื้อสายขมุ กลุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง และกลุ่มเชื้อสายซะอูด เมื่ออาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านทำให้วัฒนธรรมประเพณีบางอย่างถูกกลมกลืนเข้าด้วยกัน ทำให้อัตลักษณ์ของชาวซะอูดในอดีตหายไปแม้แต่ภาษาซะอูด ผู้ที่พูดภาษาซะอูดได้ กำลังลดจำนวนลง ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ยังคงพูดและสื่อสารกันได้</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b566625b96a.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=YH9XI7r3NFHArYl84tw3Gg=="],
    [13,168,"ออสโตรเอเชียติก","ซำเร","ดำรงพล อินทร์จันทร์","<p>ซำเร เป็นชื่อเรียกตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดตราด คำว่า ซำเร หมายถึงคนทำนา อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่จะรู้จักพวกเขาในชื่อ &ldquo;ชอง&rdquo; ซึ่งเป็นการเรียกเหมารวมกับชาวชอง กะซอง และซำเร ทั้งนี้ ผู้คนทั้งสามกลุ่มนั้นไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน การกล่าวถึงในทางวิชาการและการสื่อสารจึงควรใช้ชื่อที่เจ้าของวัฒนธรรมต้องการให้เรียกขานเป็นหลัก</p><p>ชาวซำเรจัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ที่รวมเป็นเขมรกลุ่มใหญ่ในเอเชีย มีถิ่นฐานเดิมในบริเวณเชิงเขาพนมกุเลนด้านตะวันตก ในเขตจังหวัดเสียมเรียบ โดย Jean Moura ชาวฝรั่งเศสให้ข้อมูลว่า ชาวซำเรอาศัยอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานทำหน้าที่เป็นทหารป้องกันราชสำนักและโบราณสถานบริเวณรอบนครวัด รวมถึงบางกลุ่มอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เพื่อทำหน้าที่เก็บกระวานในเขตป่าแถบนั้น เมื่อเขมรแดงเรืองอำนาจ ทำให้พวกเขาถูกรุกไล่ ทารุณกรรม และเอารัดเอาเปรียบ จึงต้องเดินทางอพยพออกจากชุมชนกระจัดกระจายกันไปหลายทิศทาง ในประเทศไทยพบว่า ซำเรอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทางภาคตะวันออกในเขตอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ปัจจุบันมีคนพูดภาษาดั้งเดิมจำนวนไม่มากนัก ส่วนชาวซำเรในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันไม่สามารถพูดภาษาดั้งเดิมได้ เชื่อกันว่า ถูกกวาดต้อนมาจากกัมพูชาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีชาวซำเรในจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันสามารถพูดภาษาซำเรได้ กลุ่มนี้เดินทางมาจากพระตะบองมาร่วมรบและอาศัยในประเทศไทยมายาวนานกว่าสองชั่วอายุคน</p><p>ชาวซำเร อาศัยปะปนกับคนไทยท้องถิ่น รวมทั้งชาวชอง และชาวกะซอง ทำให้เกิดการกลืนกลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะมิติภาษาที่คนรุ่นใหม่ไม่สามารถพูดภาษาซำเรได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาษาของชาวซำเรมีความเสียงต่อการสูญหาย แต่ทว่าในด้านความเชื่อเรื่องผียังมีการปฏิบัติตามพิธีกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพิธีสำคัญ คือ การเล่นผีแม่มด ในช่วงเดือนสามตามปฏิทินจันทรคติถือเป็นพิธีกรรมสำคัญ เพื่อปัดเป่าความเจ็บป่วยและเป็นเทศกาลที่ชาวซำเรมารวมตัว พบปะ ร่วมสนุกรื่นเริงร่วมกัน</p>","-","ซำเร, ภาคตะวันออก, ออสโตรเอเชียติก","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b566705b569.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=8wiChvHvYHdzqnvFdZPx/g=="],
    [14,169,"ออสโตรเอเชียติก","โซ่ทะวืง","ปกกสิณ ชาทิพฮด","<p>โซ่ทะวืง<strong></strong>เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง ชนกลุ่มนี้มีภาษาพูดที่อยู่ในสาขาเวียดติกในกลุ่มมอญ-เขมร ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ซึ่งแตกต่างจากภาษาโส้ที่ใช้พูดกันอยู่ในอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนครและอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร จึงได้กำหนดชื่อตามกลุ่มภาษาที่แตกต่างนี้ว่า &ldquo;โซ่ทะวืง&rdquo; นักภาษาศาสตร์จึงกำหนดชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตามภาษาสามารถเขียนได้สองรูปแบบ คือ &ldquo;โซ่ (ทะวืง)&rdquo; หรือ &ldquo;โซ่ทะวืง&rdquo; คำว่า &ldquo;ทะวืง&rdquo; มีความหมายหลายประการ ความหมายแรก หมายถึง &ldquo;ยุง&rdquo; อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงเขตแดนหรือบริเวณที่อยู่อาศัย</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์โซ่ทะวืง อพยพเข้ามาในประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2385 - 2386 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และสมัยเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์สันนิษฐานเดิมอาศัยอยู่บริเวณแขวงคำเกิด คำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กระทั่งเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมือง จึงเริ่มอพยพครั้งใหญ่เข้ามาในประเทศไทย ในระยะแรก ชนกลุ่มนี้ได้ตั้งถิ่นฐานในบริเวณบ้านท่าขอนยาง ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม จากนั้นจึงมีการอพยพเคลื่อนย้ายมาอยู่อาศัยที่บ้านดงมูล บ้านดงบัง บ้านหนองไม้ตาย ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอพยพมาอยู่ที่บ้านหนองแวง เพราะเห็นว่าเป็นพื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ สงบ เหมาะกับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์ ปัจจุบันชาวโซ่ทะวืง อาศัยอยู่ในตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองแวง บ้านหนองม่วง บ้านหนองเจริญ และบ้านดงสร้างคำ จากข้อมูลการสำรวจประชากร เมื่อ พ.ศ. 2556 ระบุว่า ชาวโซ่ทะวืงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีจำนวน 2,400 คน</p><p>ในด้านสังคมด้านวัฒนธรรม และประเพณีของชาวโซ่ทะวืงนั้นได้รับอิทธิพลทางความเชื่อของพุทธศาสนาค่อนข้างมาก จึงสืบทอดประเพณีปฏิบัติตามแบบพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งนี้ ยังคงมีร่องรอยของความเชื่อดั้งเดิม ผ่านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบูชาและนับถือผีปู่ตาที่เป็นพิธีกรรมสำคัญของชุมชน ปัจจุบันประชากรของ<a>ชาวโซ่ทะวืงลดจำนวนลงค่อนข้างมาก </a>ซึ่งส่งผลต่อการสืบทอดวัฒนธรรมและภาษาที่มีความเสี่ยงต่อการสูญหาย เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่นิยมที่จะใช้ภาษาโซ่ทะวืงในการสื่อสาร ประกอบกับการส่งเสริมวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่แพร่หลาย ทำให้อัตลักษณ์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกกลืนกลายไปกับวัฒนธรรมของชนกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบ อาทิ ผู้ไทย ญ้อ และลาว</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/642ba9af4fccd.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Raq8GCFZFpIe/ahQ1bTicw=="],
    [15,170,"ไท","ญ้อ","ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี","<p>&ldquo;ญ้อ&rdquo; หรือ &ldquo;ไทญ้อ&rdquo; เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง การออกเสียงอาจแตกต่างกันตามสำเนียงของแต่ละพื้นที่ ญ้อ เป็นชื่อเรียกตนเอง ส่วนคำว่า ไท หมายถึง คน ไทญ้อ จึง หมายถึง &ldquo;คนญ้อ&rdquo; ในระยะหลัง การใช้คำเขียนว่า &ldquo;ไทยญ้อ&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยย้อ&rdquo; เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความเป็นไทยที่ต้องการสถาปนาว่า &ldquo;คนญ้อ&rdquo; นั้นเป็นสมาชิกของประเทศไทยด้วยเช่นกันจึงมีการเติม &ldquo;ย&rdquo;</p><p>ถิ่นฐานเดิมของชาวญ้อ อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ตอนเหนือของเมืองหลวงพระบาง ภายหลังได้อพยพออกจากเมืองหงสาวดี โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่นำโดยท้าวหม้อ ได้ล่องแพมาตามแม่น้ำโขงเข้าสู่เวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองไชยบุรี ปากแม่น้ำสงครามฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ปัจจุบัน คือ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม กลุ่มที่สอง นำโดยขุนบรม ได้นำพาผู้คนอพยพไปยังเมือง คำเกิด ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทั้งสองเมืองนี้ขึ้นตรงต่อเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์เมื่อเกิดสงครามระหว่างสยามกับเวียงจันท์ในช่วงสมัยรัชกาลที่สามชาวญ้อที่เมืองไชยบุรีได้ถูกกววาดต้อนไปยังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเพื่อสร้างเมืองใหม่ ในแขวงคำม่วน เมื่อสงครามสงบ กองทัพสยามได้เกลี้ยกล่อมให้ชาวเมืองคำม่วน คำเกิด ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองไชยบุรี ซึ่งเป็นเมืองเดิมที่ชาวญ้อกลุ่มของท้าวหม้อเคยสร้างบ้านสร้างเมือง เมื่อผู้คนจากเมืองคำม่วนคำเกิด เริ่มอพยพโยกย้ายมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขงได้เข้ามาตั้งหลักปักฐานตามในดินแดนภาคอีสาน พร้อมตั้งเมืองที่ขึ้นตรงต่อสยาม</p><p>หลังจากนั้น การเคลื่อนย้ายของผู้คนจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงมายังฝั่งขวาเกิดขึ้นหลายครั้ง จากหลากหลายเมือง มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ส่งผลให้เมืองที่บุกเบิกช่วงแรกเริ่มหนาแน่น ชาวญ้อ รวมถึงกลุ่มอื่นจึงเริ่มขยับขยายโยกย้ายกระจัดกระจายออกไป ครัวญ้อขนาดใหญ่ นำโดยพระคำก้อนและพระคำแดงได้ตั้งบ้านเรือนบริเวณตำบลบึงกระดาน ส่วนครัวชาวเมืองคำเกิดได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำชี ชื่อบ้านท่าขอนยาง และให้ย้ายมาสังกัดแขวงเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากส่งส่วยยังเมืองท่าอุเทนลำบาก ต่อมาพระคำก้อนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองท่าขอนยาง ปัจจุบันชาวญ้อในประเทศไทยตั้งถิ่นฐานกระจายในหลายพื้นที่ โดยตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มใหญ่ในหลายจังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี สกลนคร และสระแก้ว</p><p>ชาวญ้อในประเทศไทย ยังคงสืบทอดอัตลักษณ์ด้านภาษาที่มีความเฉพาะแตกต่างกับคนท้องถิ่น อีกทั้งยังคงเคร่งครัดในการนับถือผี และพิธีกรรมระดับชุมชน แต่ละชุมชนมีพิธีกรรมไหว้ผี บวงสรวงและเสี่ยงทายประจำปี โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร การเสี่ยงทายต่าง ๆ ทั้งความอยู่ดีมีสุขและความบริบูรณ์ของน้ำท่า การเลี้ยงผี ยังถือว่าเป็นพิธีกรรมหลักที่ยังธำรงอัตลักษณ์ของความเป็นญ้อในประเทศไทย ในส่วนอัตลักษณ์ด้านอย่างอื่น ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกาย การละเล่นต่าง ๆ ส่วนใหญ่ได้ถูกกลืนกลายและถูกผสมผสานกับคนอีสานท้องถิ่น</p>","-","กะซอน","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/6461994a7b995.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=5uIuqwHpd7XUZ6JX0IMUrQ=="],
    [16,171,"ออสโตรเอเชียติก","ญัฮกุร","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์","<p>ญัฮกุร หรือ เนียะกุร เป็นคำที่ชาวญัฮกุรเรียกตนเอง คำว่า &ldquo;ญัฮ&rdquo; และ &ldquo;เนียะ&rdquo; แปลว่า &ldquo;คน&rdquo; ส่วนคำว่า &ldquo;กุร&rdquo; แปลว่า &ldquo;ภูเขา&rdquo; รวมความจึงแปลว่า &ldquo;ชาวเขา&rdquo; หรือคนภูเขา ขณะที่ชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ ชาวบน หรือ ชาวดง หมายถึง คนที่อยู่ในเขตภูเขาเช่นเดียวกัน ขณะที่ในแวดวงวิชาการได้จัดชาวญัฮกุรอยู่ในกลุ่มมอญโบราณ ทำให้ชื่อ มอญโบราณ ถูกใช้เรียกชาวญัฮกุรด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าของวัฒนธรรมได้ให้นิยามชื่อเรียกของตัวเองแล้วนั้น การเรียกชื่อตามที่เจ้าของวัฒนธรรมใช้เรียกตัวเอง จึงถือเป็นความเคารพและให้เกียรติไปพร้อมกัน</p><p>ชาวญัฮกุร อาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคอีสานมาอย่างยาวนาน มากกว่า 100 ปี จากข้อมูลการสำรวจของอีริค ไซเดนฟาเดน (Erik Seidenfaden) ชาวต่างชาติที่รับราชการในราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทำการสำรวจกลุ่มคนที่เรียกว่า &ldquo;ชาวบน&rdquo; เมื่อ พ.ศ. 2461 พบว่า มีการกระจายตัวอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และเพชรบูรณ์ ใน พ.ศ. 2464 พระยาเพชรบูรณ์ได้กล่าวถึงชาวญัฮกุร ว่ามีการเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่า &ldquo;ละวา&rdquo; ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2523 เจอราร์ด ดิฟโฟลธ (G&eacute;rand Diffloth) ได้ทำการสำรวจภาษาของชาวญัฮกุรเพื่อจัดทำเป็นพจนานุกรมพบว่า ยังมีชาวญัฮกุรในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา นั่นหมายความว่า รัฐไทย รับรู้การมีของพวกเขาในแถบนี้มาเนิ่นนานด้วยชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การเป็นกลุ่มชนที่มีจำนวนน้อย และอาศัยในพื้นที่ป่า เมื่อต้องเผชิญกับการพัฒนา และกฏหมายป่าไม้ที่เข้ามามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีการเคลื่อนย้ายต้องยุติลง และเปลี่ยนแปลงมาตั้งถิ่นฐานถาวร นอกจากนี้ยังมีการปรับวิถีชีวิตจากการทำไร่หมุนเวียนและมีความหลากหลายมาสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เน้นการขายเช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่น ๆ ในแถบนั้น ปัจจุบันชาวญัอกุรกระจายตัวอยู่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดชัยภูมิ อำเภอเทพสถิต อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอบ้านเขว้า อำเภอซับใหญ่ 2) จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย อำเภอครบุรี และ 3) จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง และอำเภอหนองไผ่</p><p>ชาวญัฮกุร มีอัตลักษณ์ทางภาษา ที่นับได้ว่าเป็นภาษาโบราณที่หาฟังได้ยาก ขณะเดียวกันอัตลักษณ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่นิยมพูดภาษาตัวเอง เปลี่ยนไปพูดภาษาไทยกลาง ภาษาไทโคราช หรือภาษาลาวอีสานแทน ขบวนการฟื้นฟูภาษาญัฮกุรเกิดขึ้นหลังจากการทำงานวิจัยทางภาษาศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการรับรู้ และสร้างการเรียนรู้ต่อสาธารณะและชุมชนชาติพันธุ์ในการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านการแต่งกาย ตามวัฒนธรรม ที่ถูกหยิบมาสวมใส่ในพิธีกรรมหรือกิจกรรมสำคัญเและการขับร้องพื้นบ้าน หรือ ปะเรเร ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการฟื้นฟูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์</p>","-","ญัฮกุร, เทพสถิตย์, มอญโบราณ","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dfa5e69904.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=q+Z5OycOhp56OGGjdrIjDA=="],
    [17,173,"ออสโตรเอเชียติก","ดาราอาง","ดำรงพล อินทร์จันทร์","<p>&ldquo;ดาราอาง&rdquo; เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง หมายถึง คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง หรือเรียก ว่า &ldquo;ดาอาง&rdquo; ขณะที่ชาวไตในรัฐฉานส่วนใหญ่เรียกพวกเขาว่า คุนลอย หมายถึง คนดอย หรือคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง คนส่วนใหญ่ในเมียนมามักเรียกว่า &ldquo;ปะหล่อง&rdquo; ชาวดาราอางในสาธารณรัฐประชาชนจีน เรียกตนเองว่า เต๋ออาง ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ในประเทศจีนนั้นเรียกพวกเขาว่า ปลัง หรือปุหลัง ในประเทศไทย เริ่มแรกนั้นรู้จักดาราอางในชื่อเรียก ปะหล่อง ต่อมาเมื่อเริ่มทำการศึกษาวิจัยจึงได้ปรับมาเรียกพวกเขาว่า ดาราอาง ตามชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเอง</p><p>ดาราอาง เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐฉาน ที่อยู่ภายใต้อาณาจักรไตมาว ในช่วงพุทธศักราช 1200 ปรากฏหลักฐานว่า บรรพบุรุษชาวดาราอางอพยพมาจากเชียงรุ่ง สิบสองปันนา หรือบรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่แถบท่าตอน รวมถึงพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐฉาน เมืองมิด เมืองน้ำซัน เมืองน้ำคำ ซึ่งติดต่อกับรัฐคะฉิ่น รวมถึงอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงในเขตเมืองสี่ป้อ นอกจากนี้ ชาวดาราอางในมณฑลยูนนานของจีน อ้างว่า บรรพบุรุษมาจากเมืองน้ำซัน จึงสรุปได้ว่า ชาวดาราอางอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมียนมาในพื้นที่หุบเขาสูง บริเวณชายแดนจีนเชื่อมต่อรัฐคะฉิ่น การอพยพมาจากประเทศเมียนมาเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา เกิดจากสาเหตุความไม่สงบภายในประเทศ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากเมียนมาได้รับอิสระจากอาณานิคมอังกฤษ รัฐชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้ตั้งกองกำลังของตนเองเพื่อดูแลปกป้องพื้นที่และประชาชน อีกทั้งการทำสัญญาสงบศึกของกองกำลังรัฐอิสระกับรัฐบาลทหารพม่า ในขณะนั้นทางตอนเหนือมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับสัญญาสงบศึกจึงได้ก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมเพื่อปลดปล่อยรัฐปะหล่อง ส่งผลให้การต่อสู้เริ่มทวีความรุนเรงขึ้นอีกครั้ง ความไม่สงบภายในพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขาส่งผลต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากถูกบังคับใช้แรงงาน ข่มขู่ บังคับเอาเสบียงอาหาร สัตว์เลี้ยง รวมทั้งการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวดาราอาง รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือหลายกลุ่มได้หลบหนีภัยสงครามมาทางใต้ โดยการเดินเท้าเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณชายแดนในเขตบ้านนอแล ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมชนกลุ่มนี้ถูกจัดให้เป็นอยู่ในสถานะของบุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดาราอางจะอพยพเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 แต่ไม่มีสถานะบุคคล ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ รวมทั้งที่ดินได้ การดำรงชีวิตจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ต่อมาใน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยือนราษฎรชาวลาหู่ที่หมู่บ้านขอบด้งในพื้นที่โครงการหลวงอ่างขาง ชาวดาราอางผู้หนึ่งได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลขออนุญาตอาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นผลให้โปรดเกล้าฯ จัดที่อยู่ในฐานะผู้อพยพที่บ้านนอแลจนถึงปัจจุบัน</p><p>การแต่งกายของผู้หญิงชาวดาราอางนับว่ามีความโดดเด่น เนื่องจากเสื้อผ้ามีสีสดใส ทั้งการสวมใส่หน่องหว่องบริเวณสะโพกสอดคล้องกับตำนานนางหรอยเงิน นางฟ้าตามตำนาน ที่ติดกับดักนายพรานไม่สามารถบินกลับไปยังเมืองสวรรค์ได้ เนื่องจากดาราอางเป็นผู้มาอยู่อาศัยใหม่ จึงได้นำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่นของตนเองอยู่เสมอ ทั้งผ่านการแต่งกาย วัฒนธรรมการแสดง การร่ายรำ การรำดาบ หรือการเข้าร่วมกับกลุ่มกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมต่าง ๆ เพื่อนำปัญหาของพวกเขาออกมานำเสนอให้คนภายนอกเข้าใจสิ่งที่ชาวดาราอางกำลังเผชิญ</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dfae15b6b9.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Evmr5FNemK+46zQMCCNtRg=="],
    [18,174,"ไท","ไตหย่า","สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์","<p>ไตหย่า หรือ ไทหย่าเป็นชื่อเรียกตัวเองของชาวไตหย่า ที่อาศัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ คำว่า &ldquo;ไต&rdquo; เป็นการออกเสียงในภาษาของชาวไทหย่า และชาวไตในพื้นที่ภาคเหนือส่วนคำว่า &ldquo;ไท&rdquo; เป็นการออกเสียงในสำเนียงไทยกลาง ทั้งสองสำเนียงมีความหมายเดียวกัน คือ ชนชาติไต ส่วนคำว่า หย่า สันนิษฐานว่ามาจากชื่อเมือง ที่ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ ดังนั้น คำว่า ไตหย่า จึงหมายถึง ชาวไตเมืองหย่า ในสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ฮวาเย่าไตแปลว่า ไตผ้าคาดเอวลายเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ลักษณะเด่นของชุดแต่งกายสตรี ซึ่งมีผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม</p><p>ชาวไตหย่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศจีน อำเภอซินผิง มณฑลยูนนานถิ่นฐานดั้งเดิมของของชาวไตหย่าในประเทศจีนเป็นพื้นที่ลาดเอียงจากภูเขาสูงลงสู่แม่น้ำแดง ที่ดินแถบนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ ชาวไตหย่าจึงมีวิถีการดำรงชีพด้วยการทำเกษตร แต่ส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ภายหลังจากการเดินทางของหมอดอดจ์ และคณะมิชชันนารีเพื่อเผยแพร่ศาสนาในตอนใต้ของจีน ส่งผลให้ชาวไตหย่าบางส่วนเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ในขณะนั้นจีนมีการควบคุมและกีดกันการนับถือศาสนา ชาวไตหย่าที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์จึงมีชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น ต่อมาหมอสอนศาสนาได้เดินทางกลับประเทศไทยจึงได้มีการชักชวนชาวไตหย่าที่ทำหน้าที่เป็นลูกหาบร่วมเดินทางมาด้วย ชาวไตหย่าจำนวนสิบครอบครัวจึงตัดสินใจติดตามมาด้วยการเดินเท้าจากหมู่บ้านผ่านซือเหมา สิบสองปันนา เชียงรุ่ง เข้าสู่พม่า ผ่านเมืองยอง เมืองพยาก ท่าเดื่อ เมืองพง และเข้าสู่ประเทศไทย ใน พ.ศ. 2470 ชนกลุ่มนี้ได้ตั้งชุมชนในพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดเชียงราย ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2476 มีชาวไตหย่าได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยอีกระลอกหนึ่งและมีการตั้งชุมชนชาวไตหย่าแห่งแรก คือ บ้านป่าสักขวาง ต่อมาได้มีการขยับขยายออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านน้ำบ่อขาวตำบลห้วยใคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันทั้งสองชุมชนมีครอบครัวชาวไตหย่าอาศัยอยู่ปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ทั้งคนเมือง ไทใหญ่ จีนฮ่อ ฯลฯ (<a>จุไรรัตน์ และเลหล้า, </a>2552)<a id=\"_anchor_1\" href=\"file://workspace.sac.or.th/%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%20%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%87%E0%B8%87/1.%20%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C/1.3%20%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C/1.3.1%20%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/2.%20%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%20(%20OK%20-%20OP-%20NON)/OK-29/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2-OK/3.%20%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B5%2065SSedit2.docx#_msocom_1\" name=\"_msoanchor_1\"></a></p><p>ชาวไตหย่า มีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในด้านการทอเสื่อกก ที่เนิ่มต้นจากกลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนมีการพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ด้วยกระบวนการปลูก และถักทอตามความรู้ดั้งเดิม ปัจจุบัน &ldquo;สาดไตหย่า&rdquo; ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในจังหวัดเชียงราย และระดับภูมิภาค นอกจากนี้ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน <a>สื่อ</a> ตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลายและหมวก ซึ่งเป็นการแต่งกายดั้งเดิมเมื่อครั้งอาศัยอยู่ในประเทศจีน ปัจจุบัน เสื้อผ้าของผู้หญิงไตหย่าในประเทศไทยบางส่วนซื้อจากประเทศจีน เมื่อครั้งเดินทางกลับไปตามหาญาติพี่น้องในดินแดนบ้านเกิดของบรรพบุรุษ</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/642d3edd6792e.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=ypxgqXIC8g14n9MD9CerqA=="],
    [19,175,"ไท","ไทขึน","พลวัฒ ประพัฒน์ทอง","<p>ไทขึน เป็นชื่อเรียกตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยึดตามสำเนียงการออกเสียง คำว่าไต หมายถึง ชนชาติไต ที่ประกอบด้วยหลากหลายกลุ่ม ส่วนคำว่า ขึน มาจากชื่อแม่น้ำขึน (ขืน) หมายถึง แม่น้ำที่ไหลไปทางทิศเหนือขืนจากธรรมชาติเมื่อสะกดคำหรือออกเสียงตามภาษาไทยกลางจึงเป็น ไทขึน ส่วนชื่อไทเขิน นั้นมาจากสินค้าหัตถกรรมที่เรียกว่า &ldquo;เครื่องเขิน&rdquo; ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวไทขึน และคำว่า &ldquo;เขิน&rdquo; กลายเป็นชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในล้านนาใช้เรียกชาวไทขึน</p><p>แต่เดิมกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึน มีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเชียงตุง หัวเมืองใหญ่ทางตะวันออกของที่ราบสูงฉาน ซึ่งเป็นนครรัฐที่มีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับเมืองเชียงรุ่งของชาวไทลื้อสิบสองปันนาและเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันเมืองเชียงตุงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เมืองเชียงตุงเป็นชุมชนของชาวลัวะและชาวไทขึนถูกสร้างขึ้นโดยพญามังในปี พ.ศ. 1810 เมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบบ้านพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงใหม่ จากเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้ชาวไทขึนจากเมืองเชียงตุงอพยพเข้ามาพำนักอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยหลายครั้ง เงื่อนไขในการอพยพเกี่ยวข้องกับการติดต่อค้าขาย การหลบหนีภัยสงครามการติดตามมากับเจ้านายชนชั้นปกครอง การถูกเชื้อเชิญหรือแต่งตั้ง การแต่งงาน การถูกเกณฑ์กวาดต้อน หรือการหาแหล่งทำกินใหม่ ในยุคที่ล้านนาเป็นประเทศราชของสยาม เป็นช่วงเวลาที่ชาวไทขึนจากเชียงตุงอพยพมาที่เมืองเชียงใหม่มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงของการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เจ้ากาวิละได้ยกกำลังไปตีเมืองเชียงตุงสำเร็จและกวาดต้อนผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเชียงใหม่นอกเขตกำแพงเมืองบริเวณประตูหายยา ซึ่งได้จัดแบ่งตามระบบความสัมพันธ์และกลุ่มช่างฝีมือ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทขึนในล้านนา ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามและประเทศไทยในปัจจุบัน ปัจจุบันการตั้งถิ่นฐานของชาวไทขึนในประเทศไทยกระจายตัวในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดลำพูน</p><p>ไทขึนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งมิติภาษาการแต่งกาย ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะมรดกวัฒนธรรมสำคัญ คือ เครื่องเขิน เป็นเครื่องจักสานที่ผ่านการลงรักและสลักลวดลาย ทั้งแบบขูดลาย และแบบเสริม ทักษะนี้ติดตัวมากับกลุ่มช่างชาวไทขึนที่โยกย้ายจากเชียงตุงมายังเชียงใหม่ และตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดนันทาราม ประตูหายยา ดำรงชีพด้วยการผลิตเครื่องเขิน สำหรับใช้ในครัวเรือน ชุมชน พิธีกรรมทางศาสนา เมื่อมีการส่งเสริมหัตถกรรมเพื่อสร้างเป็นอาชีพ เครื่องเขินจึงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริมให้มีการผลิตและจำหน่ายจนกระทั่งกลายเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้ชุมชนทำให้ผู้คนทั่วไปรู้จักชาวไทขึนมากขึ้น ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์จึงผูกติดกับหัตถกรรมเครื่องเขินอันเป็นที่มาของชื่อเรียก ในบางบริบทชนกลุ่มนี้จะเรียกตัวเองว่า ไทเขินตามการรับรู้ของคนทั่วไป</p>","-","-","-","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dfc3427d78.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=R+iYr62TJrVot87B3S2qCg=="],
    [20,176,"ไท","ไทโคราช","-","<p>คนไทโคราช ไม่ใช่ชื่อเรียกชนชาติและเชื้อชาติ ไม่ใช่อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่ผ่านการกรองและการต่อรองกับอำนาจของรัฐศูนย์กลางของคนกลุ่มวัฒนธรรมไทย คนไทโคราชแสดงถึงกลุ่มคนที่ใช้ภาษาโคราชเป็นหลัก มีวัฒนธรรมการกิน การอยู่อาศัย และลักษณะของแต่งกายแตกต่างจากคนอีสานบริเวณอื่น แต่ก็ไม่เหมือนคนภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพ คนโคราชในอดีตได้รับการดูถูกจากคนไทยจนรู้สึกตัวเองเป็นคนต่ำต้อยบ้านนอกเมื่อเปรียบเทียบกับคนไทยภาคกลาง แต่จากการสถาปนาวีรสตรีแห่งชาติของท้าวสุรนารีขึ้นมาได้อย่างเข้มแข็งโดยรัฐศูนย์กลาง คนโคราชก็สามารถใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ของท้าวสุรนารีเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์ของตนได้อย่างภาคภูมิใจ</p><p>กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของไทโคราชหรือไทยโคราชนั้นผูกพันกับชื่อของเมือง นครรราชสีมา ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคก่อนพุทธกาลในฐานะชุมชนบนแอ่งโคราชที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายเส้นหนึ่งระหว่างเมืองต่าง ๆ แถบชายฝั่งทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดียรากเหง้าของไทโคราชก็พัฒนาการมาจากการผสมเชื้อชาติและการผสานวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่าง ๆ นักวิชาการส่วนใหญ่มีข้อสรุปตรงกันว่าบรรพบุรุษกลุ่มใหญ่ของไทโคราชคือผู้คนที่อพยพมาจากอยุธยาและหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในช่วงเวลาที่ศรีอยุธยากำลังแตกในปี พ.ศ. 2309 ทำให้วัฒนธรรมโคราชแตกต่างจากคนอีสาน</p><p>ปัจจุบัน ความเข้าใจโดยทั่วไปมักเหมารวมว่าคนโคราชก็คือคนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา อย่างไรก็ตาม คนในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดเองก็มีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลาย เช่น ยวนที่อำเภอสีคิ้ว ลาวที่อำเภอสูงเนิน มอญที่ปักธงชัย หรือแม้แต่ภายในตัวเมืองนครราชสีมาเองก็มีทั้งคนจีน คนแขก คนไทย และคนโคราช เป็นต้น สิ่งบ่งชี้อัตลักษณ์ของไทโคราชได้นั้นอาจพิจารณาจากคนที่พูดด้วยภาษาโคราช หรือคนที่ดูหรือคนที่แสดงเพลงโคราช หรืออาจรวมถึงคนที่เคารพบูชาท้าวสุรนารี กล่าวได้ว่าทั้งหมอเพลงโคราชและคนดูเพลงโคราชคือกลุ่มตัวแทนของไทโคราชที่ชัดเจนที่สุด ส่วนไทโคราชอื่น ๆ ส่วนใหญ่ได้รับเอาวัฒนธรรมไทยมาสร้างอัตลักษณ์ของตนเองจนกลายคนไทยเรียบร้อยแล้ว</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b5672821f4b.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=oqWs2NIM1pHfjAU3iKM9Gw=="],
    [21,177,"ไท","ไทดำ","พิเชฐ สายพันธ์","<p>&ldquo;<strong>ไทดำ</strong>&rdquo; เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เริ่มถูกนำมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเคลื่อนไหวในการฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดจากดินแดนดั้งเดิมในเขตสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ต้องการเรียกชื่อของตนเองว่า &ldquo;ไทดำ&rdquo; ตามผู้คนและแหล่งกำเนิดดั้งเดิม ชื่อเรียกดังกล่าวจึงถูกใช้อย่างกว้างขวางและเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำข้ามรัฐชาติเพื่อสร้างความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในขณะที่ชื่อเรียกที่มีคำนำหน้าว่าลาว เช่น ลาวโซ่งหรือ</p><p>ลาวทรงดำ เริ่มถูกปฏิเสธเนื่องจากพวกเขายืนยันอัตลักษณ์การเป็นกลุ่มคนไท แต่เนื่องจากการถูกบังคับในย้ายถิ่นจึงได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มลาวหลายกลุ่ม ทำให้ถูกเรียกอย่างเหมารวมว่าเป็นชาวลาว</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในตระกูลภาษาขร้าไท (Kra-Dai) สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Language Group) มีระบบภาษาเขียนเป็นของตนเองเรียกโดยทั่วไปว่า &ldquo;โตสือไตดำ&rdquo; (ตัวสือไทดำ) สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากตัวอักษรสมัยสุโขทัย ไทดำในประเทศไทย มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในบริเวณภาคเหนือของประเทศเวียดนาม แถบแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงปัจจุบันอยู่ในเขตเวียดนามเหนือตอนเชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนามของสิบสองจุไทส่วนการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2322 เป็นต้นมา ช่วงเวลาของการเคลื่อนย้ายครั้งสำคัญเข้าสู่ประเทศไทย 7ครั้ง คือ1) สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2322) 2) รัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ. 2335) 3) รัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2378) 4) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2379) 5) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2381) 6) รัชกาลที่ 3กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2382) และ 7) รัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2429)</p><p>ในระยะแรกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทย ชาวไทยดำได้รับอนุญาตในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเขตเมืองเพชรบุรี และได้ตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นจึงได้เริ่มโยกย้ายออกจากเพชรบุรี ไปตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ปัจจุบันพบชุมชนชาวไทดำอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และเลย</p><p>ในมิติสังคมและวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำถือเป็นกลุ่มที่มีความเข้มเข็งทางวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นจากความผูกพันในระบบสายตระกูลและเครือญาติและระบบผีบรรพบุรุษที่มีอยู่อย่างเข้มข้น แม้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายแยกออกห่างจากถิ่นฐานดั้งเดิมมายาวนานกว่าสองร้อยปี แต่ชาวไทดำยังสามารถรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ร่วมกับชาวไทดำในภูมิภาคได้ชาวไทดำจึงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและธำรงรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความเข้มแข็งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dfd110ef10.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Nbj9HdF776Dt4UxIOlpyOA=="],
    [22,178,"ไท","ไทเบิ้ง","เอกรินทร์ พึ่งประชา","<p>ไทเบิ้ง หรือ ไทเดิ้ง เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานในเขตลุ่มแม่น้ำป่าสัก คำว่า &ldquo;เบิ้ง&rdquo; มีความหมายตรงกับคำว่า &ldquo;บ้าง&rdquo; ในภาษาไทยกลางคำว่า ไทเบิ้ง จึงหมายถึง มีความเป็นไทยอยู่บ้าง ส่วนคำว่า &ldquo;เดิ้ง&rdquo; มีความหมายว่า &ldquo;ด้วย&rdquo; ในภาษาไทโคราช คำว่า ไทเดิ้ง จึงหมายถึง มีความเป็นไทยด้วย ทั้งสองคำนี้มักปะปนในภาษาพูด จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้</p><p>ชนกลุ่มนี้เป็นชาวลาวกลุ่มหนึ่งที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ พร้อมกับชาวลาวกลุ่มอื่น ๆ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่มีการทำสงครามเพื่อการกอบกู้เอกราชและปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ และในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมีชัยชนะในการทำศึกสงครามแต่ละครั้งจะมีการกวาดต้อนผู้คนกลับมา และให้ตั้งถิ่นฐานในเมืองต่าง ๆ บริเวณภาคกลางและภาคอีสาน ส่งผลให้ผู้คนแถบนี้มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และสำเนียงภาษานับได้ว่าไทเบิ้งมีถิ่นฐานอยู่ในแถบนี้มานานกว่าสองทศวรรษ ปัจจุบันไทเบิ้งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก กระจายตัวในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดลพบุรี ในเขตอำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล อำเภอสระโบสถ์ <br>2) จังหวัดสระบุรี ในเขตอำเภอวังม่วง 3) จังหวัดเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี 4) จังหวัดบุรีรัมย์ ในเขตอำเภอนางรอง อำเภอเมือง อำเภอลำปลายมาศ 5) จังหวัดชัยภูมิ ในเขตอำเภอจัตุรัส อำเภอบำเหน็จณรงค์ 6) จังหวัดนครราชสีมา ในทุกอำเภอ ยกเว้นอำเภอหนองบัวใหญ่ อำเภอสูงเนิน</p><p>จากการตั้งถิ่นฐานของชาวไทเบิ้งในพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างภูมิภาค ส่งผลให้ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวมีความผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง มีสำเนียงภาษาพูดที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ผสมผสานระหว่างสำเนียงสุพรรณบุรี สำเนียงภาคใต้ ซึ่งเป็นสำเนียงที่ไม่สะท้อนความเป็นอีสาน ในขณะเดียวกันก็มีคำที่แตกต่างจากภาษากลาง</p><hr>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/6461df833dc04.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=HrcuMDHvl9qDMdQnVfi1yA=="],
    [23,179,"ไท","ไทยพวน","วัลยา นามธรรม","<p><strong>&ldquo;ไทยพวน&rdquo;</strong> เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์เรียกแทนตนเอง คำว่า &ldquo;พวน&rdquo; เป็นชื่อเรียกชาวเมืองพวนเมื่ออาศัยอยู่ในประเทศลาว ชื่อเรียกนี้มีทั้งเขียนด้วย &ldquo;ไท&rdquo; และคำว่า &ldquo;ไทย&rdquo; โดยคำว่า &ldquo;ไท&rdquo; นั้นหมายถึง &ldquo;คน เมื่อย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทยถูกเรียกว่า &ldquo;ลาวพวน&rdquo; เพื่อบ่งบอกว่ามาจากลาว ภายหลังมีการเขียนว่า &ldquo;ไทยพวน&rdquo; เพื่อแสดงถึงความเป็นกลุ่มคนเชื้อสายพวนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกอื่น ๆ ในหลากหลายบริบท ได้แก่ &ldquo;ไทพวน&rdquo; &ldquo;ลาวพวน&rdquo; &ldquo;ไทยพวน&rdquo; &ldquo;พวน&rdquo; &ldquo;ลาวกะเลอ&rdquo; และ &ldquo;ไทยกะเลอ&rdquo; ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่หมายถึงชาวไทยพวนทั้งสิ้น</p><p>จากข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวพวน ระบุว่า ในคริสตศตวรรษที่ 16 มีรัฐขนาดเล็กที่ปกครองด้วยตนเอง โดยใช้ชื่อว่า &ldquo;เมืองพวน&rdquo; ปัจจุบันคือเมืองคุน แคว้นเชียงขวาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบกับในแคว้นเชียงขวางปรากฏว่ามีแม่น้ำสายที่ชื่อว่าแม่น้ำพวน ทั้งนี้ เมืองพวนตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างเวียดนามและลาว จึงถูกกองทัพเวียดนามและลาวรุกรานอยู่บ่อยครั้ง กษัตริย์เมืองพวนต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้เวียดนาม ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้าเมืองพวนมีความขัดแย้งกันรุนแรง เวียดนามจึงเข้ามาแทรกแซง กระทั่งสุดท้ายเมืองพวนจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของสยามและเวียดนาม ชาวพวนถูกกวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลยสงคราม จากข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์การอพยพ แบ่งการอพยพของชาวพวนออกเป็น 2 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2322 เมืองพวนตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงธนบุรี แต่ยังไม่มีการกวาดต้อนชาวพวนเข้ามา และครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2369-2380 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. 2369 ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการกวาดต้อนชาวลาวพวนและชาวลาวเวียงจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันชาวไทยพวนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคตะวันออกครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดนครนายก ในอำเภอปากพลี และอำเภอเมือง 2) จังหวัดฉะเชิงเทรา ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว และ 3) จังหวัดปราจีนบุรีในอำเภอประจันตคาม ส่วนใหญ่นิยมตั้งถิ่นฐานใกล้กับแม่น้ำ เพราะมีชีวิตผูกพันกับอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้ชาวพวนยังอาศัยกระจัดกระจายในหลายจังหวัดของประเทศไทย อาทิ จังหวัดแพร่ อุดรธานี เพชรบุรี และสุพรรณบุรี</p><p>ชาวไทยพวนมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านภาษาพวนที่ยังคงใช้ในการสื่อสารกันในชุมชนควบคู่ไปกับการใช้ภาษาไทย ด้านอาหาร นิยมทานปลาร้า และนำมาเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารหลายประเภท ด้านการแต่งกาย นิยมแต่งกายด้วยผ้าหม้อห้อมและผ้าซิ่นในชีวิตประจำวัน ในบางพื้นที่มีการประยุกต์เสื้อผ้าให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ด้านประเพณี มีประเพณีสำคัญที่คนในชุมชนยังคงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น ประเพณีฮีต 12 คอง 14 พิธีเลี้ยงผีปู่ตา ประเพณีกำฟ้า นอกจากนี้ชาวไทยพวนหลายพื้นให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ทั้งยังร่วมมือกันกับหลายภาคส่วนในการประยุกต์หัตถกรรมท้องถิ่นให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และประเพณีให้คงอยู่สืบไป</p>","-","-","-","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e0267eeda3.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=dC09Z+JDBhBWJRDF0K0NOA=="],
    [24,180,"ไท","ไทยวน","อัสรี อาหามะ","<p>ชาติพันธุ์ไทยวนเป็นกลุ่มคนที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองและวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคเหนือของไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีรากบรรพบุรุษจากเมืองเชียงแสนหรืออาณาจักรโยนก ซึ่งเพี้ยนมาเป็นชื่อชาติพันธุ์ &ldquo;ยวนหรือโยน&rdquo; กระทั่งอาณาจักรโยนกได้ล่มสลายจากภัยธรรมชาติ กลุ่มคนเหล่านี้จึงเคลื่อนย้ายมาสร้างเมืองใหม่ คือ &ldquo;เชียงใหม่&rdquo; และเรียกอาณาบริเวณนี้ว่าอาณาจักรล้านนา หลังจากนั้นเชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชาวไทยวน ก่อนที่จะตกอยู่ในภาวะสงครามทั้งจากฝ่ายพม่าและไทย จนเกิดการเทครัวของชาวไทยวนจากหัวเมืองล้านนาสู่เขตภาคกลาง อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายออกในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองใหม่ ได้สถาปนาหัวเมืองล้านนาเป็นมณฑลลาวเฉียง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมณฑลพายัพ และประทับตราความเป็นลาวให้ชาวไทยวน ขณะที่คนในท้องถิ่นไม่ได้ยอมรับชื่อเรียกนั้นและได้สร้างคำเรียกใหม่เพื่อต่อสู้กับวาทกรรมของผู้ปกครอง คำเรียกคนเมืองถูกสถาปนาขึ้นเพื่อใช้เรียกชาวไทยวนที่หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่มาก่อนเป็นเจ้าของแผ่นดิน มีเมืองและอารยธรรมของตนเอง เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างชาวไทยวน ชาวพม่า และชาวไทสยาม</p><p>ในยุคแรกเริ่มได้มีการก่อตั้งชุมชนไทยวนบริเวณเมืองเชียงแสน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 มีพัฒนาการการผลิตเครื่องใช้และกสิกรรม มีการรวมตัวเป็นระบบตระกูลโคตรวงศ์ มีการนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายหญิง เกิดการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ภายใต้ตระกูล จนกระทั่งสามารถก่อร่างสร้างเมืองขึ้นในแถบแม่น้ำกก ดังเช่น ตระกูลโคตรวงศ์ปูเจ้าลาวจก สามารถสร้างเมืองเชียงแสน ต่อมารุ่นลูกได้ย้ายมาสร้าง &ldquo;เมืองโยนก&rdquo; ซึ่งเป็นที่มาของชนชาวไทยวน/โยน เมื่อเมืองโยนกล่มสลายจากภัยพิบัติ ผู้คนเคลื่อนย้ายลงทางใต้สู่แอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน สร้างเมืองใหม่ คือ อาณาจักรล้านนา ซึ่งแต่เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะ จากจุดเด่นด้านภูมิทัศน์ของล้านนาที่เป็นแอ่งที่ราบมีแม่น้ำไหลผ่าน เดินทางสะดวก จึงเป็นเส้นทางการค้าที่รวบรวมพ่อค้าหลากหลายถิ่นที่เข้ามาทำการค้าในแถบนี้ ก่อนที่จำตกอยู่ในภาวะสงครามและตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า เมื่อสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้ ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสยาม จากสภาวะสงครามทำให้จำนวนชาวไทยวนลดจำนวนน้อยลง จนมีการทำสงครามกับเมืองใกล้เคียงเพื่อกวาดต้อนผู้คนเข้ามาร่วมสร้างเมืองในดินแดนล้านนาในยุค &ldquo;เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง&rdquo; ส่งผลให้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาทั้งชาวไทลื้อ ชาวยอง ชาวไทขึน และชาวไทใหญ่ ขณะเดียวกันก็กวาดต้อนชาวไทยวนจากเชียงแสนมายังล้านนา และกระจายออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา รวมถึงแถบภาคกลาง เช่น อำเภอสีคิ้ว จังหวัดสระบุรี และตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ส่งผลให้ชาวไทยวนมีการตั้งถิ่นฐานอย่างกระจัดกระจายไม่จำกัดเฉพาะในหัวเมืองล้านนา</p><p>ในยุคสมัยใหม่ ชาวไทยวนได้พยายามสถาปนาอัตลักษณ์ความเป็นไทยวน-คนเมือง เพื่อสื่อให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมที่สืบต่อมาในแต่ละยุคสมัย โดยมีการสื่อสารผ่านพื้นที่วัฒนธรรม โดยเฉพาะเสื้อผ้า การแต่งกาย อาหาร บทเพลง การร่ายรำ ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่มีความอ่อนช้อยและงดงาม</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b5678a5e719.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=oArjDy1ejPAv2RrvmMy3hA=="],
    [25,182,"ไท","ไทโย้ย","ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี","<p>ไทโย้ย เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แม้ว่าชาวไทโย้ยจะมีชื่อที่ใช้เรียกตัวเองที่หลากหลายชื่อ เช่น โย่ย โย้ย ไทย้อย ผู้ย้อย ย้อย ลาวย้อย ชื่อเรียกเหล่านี้ล้วนหมายความถึง &ldquo;ไทโย้ย&rdquo; ทั้งสิ้น หากแต่มีมิติทางภาษาศาสตร์ และสำเนียง ที่ส่งผลให้ออกเสียงและสะกดคำแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ คำว่า &ldquo;ไทโย้ย&rdquo; แปลว่า &ldquo;คน คน&rdquo; การซ้อนคำเช่นนี้เพื่อให้ความหมายชัดเจน ในฐานะของ &ldquo;คนที่มีอารยะ&rdquo;</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ยจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได แต่เดิมมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองภูวา (ภูวดลสอางค์) ใกล้เมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองหอมท้าวในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ปัจจุบันอยู่ในแขวงคำม่วนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งในอดีตดินแดนในแถบนี้เป็นของประเทศสยาม เมื่อเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ไทโย้ยที่อพยพเข้ามาในช่วงนั้นแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ</p><p><em>กลุ่มแรก</em> เป็นไทโย้ยที่อพยพมาจากเมืองห้อมท้าวฮูเซ แล้วไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านม่วงริมห้วยยาม ต่อมาใน พ.ศ. 2380 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองอากาศอำนวย ก่อนจะลดฐานะเป็นอำเภออากาศอำนวยในเวลาต่อมา</p><p><em>กลุ่มที่สอง</em> เป็นไทโย้ยที่อพยพติดตามพระสุนทรราชวงศาไปอยู่เมืองยโสธร ได้ตั้งชุมชนอยู่ที่บ้านกุดลิง อำเภอเสลภูมิ ภายหลังได้ย้ายกลับมาบริเวณที่ตั้งบ้านม่วงริมยาม ยังคงใช้ชื่อบ้านเดิม ใน พ.ศ. 2404 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองวานรนิวาส</p><p>และ<em>กลุ่มที่สาม</em> เป็นไทโย้ยที่อพยพมาจากเมืองภูวาใกล้เมืองมหาชัยกองแก้ว ได้มาตั้งบ้านเรือนที่บ้านโพธิ์สว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง เมื่อพ.ศ. 2405 ทรงโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นเมืองสว่างแดนดิน ต่อมาได้ย้ายที่ตั้งเมืองอยู่หลายครั้งจนมาตั้งที่บ้านหัน (อำเภอสว่างแดนดินในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังมีชุมชนโย้ยขนาดเล็กที่กระจัดกระจายทั่วไปในอำเภออากาศอำนวย อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส และอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร</p><p>การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยได้ส่งผลโดยตรงต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทโย้ยเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ หน่วยงานหลายภาคส่วนในจังหวัดสกลนคร จึงมีความเห็นร่วมร่วมกันในการฟื้นฟูอัตลักษณ์ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไทโย้ย ผนวกกับนโยบายรัฐที่สนับสนุนให้นำเสนออัตลักษณ์ชาติพันธุ์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กลุ่มชาวไทโย้ยในพื้นที่อากาศอำนวยจึงฉกฉวยใช้ประเพณีไหลเรือไฟเนื่องในวันออกพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่น และพื้นที่ของการแสดงออกทางวัฒนธรรม ทั้งการละเล่น ศิลปะการแสดง และเสื้อผ้าการแต่งกาย พร้อมประกาศว่าเป็นวันรำลึกไทโย้ยไปพร้อมกัน งานไหลเรือไฟมีกำหนดชัดเจนในวันขึ้นหกค่ำ เดือนหกของทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน และนำไปสู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมไทโย้ยที่สำคัญสองแห่ง คือ 1) ศูนย์วัฒนธรรมไทโย้ย โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา และ 2) ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช เทศบาลตำบลอากาศอำนวย</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b567a7eb35b.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Xw3vWML3DISYWwjZfdmybQ=="],
    [26,183,"-","ไทลื้อ","วสันต์ ปัญญาแก้ว","<p>ไทลื้อ (Tai Lue) เป็นชื่อเรียกตนเองของคนลื้อในประเทศไทยที่กลืนกลายเป็นคนไทยแล้ว โดยคำนี้มีการออกเสียงคำว่า &ldquo;ไตลื้อ&rdquo; ลื้อ ไทลื้อ ไต และ ไทยลื้อ เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาวลื้อที่หลากหลาย และถูกใช้ตามบริบทที่แตกต่างกันไป นักวิชาการส่วนใหญ่จะใช้หลักตระกูลภาษาและความเป็นชาติพันธุ์ รัฐไทยใช้คำว่า &ldquo;ไทยลื้อ&rdquo; อันมีนัยเชิงการเมืองและเกี่ยวพันกับเรื่องชาติและพลเมือง ในขณะที่ในกลุ่มชาวลื้อจะแยกกันเองตามชื่อเมืองเดิมของบรรพบุรุษจึงจะเรียกกันเองว่า ลื้อ ต่อด้วยชื่อเมืองเดิม เช่น ลื้อเมืองพง ลื้อเมืองลวง ลื้อเมืองสิงห์ ลื้อเมืองอู ยังอาจเรียกแยกตามถิ่นฐานในปัจจุบัน เช่น ลื้อเชียงคำ ลื้อเชียงของ ลื้อหนองบัว ลื้อดอยสะเก็ด</p><p>ไทลื้อ เป็นกลุ่มชนภาษาตระกูลไท จากหลักฐานตำนาน ที่สันนิษฐานได้ว่า พญาเจิงผู้นำของชาวไทลื้อ ที่สามารถสถาปนารัฐไทขึ้นมาได้ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรของรัฐไทลื้อแต่เดิม สถาปนาและขยายอาณาเขตการปกครองระดับรัฐ กระจายอำนาจและเครือข่าย ไปตามที่ราบระหว่างหุบเขา จากเขตลุ่มน้ำโขงตอนบน ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนานในปัจจุบัน ออกไปทางตอนเหนือของเวียดนาม ตามลุ่มน้ำแดง ภาคเหนือและภาคตะวันออกของรัฐฉาน ประเทศพม่า ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของลาว และภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คือเชียงแสนและเชียงราย ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ บ้านเมืองของชาวลื้อปรากฏและถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่อดีต นับจากกำเนิดของพญามังราย การอพยพเข้ามาปักหลักตั้งชุมชนชาวไทลื้อในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย น่าจะมีมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การสถาปนารัฐไทในประวัติศาสตร์ของล้านนายุคต้น เนื่องจากปรากฏรายชื่อนิกายลื้อ ในเอกสารตำนานรายชื่อหมวดวัดในเวียงเชียงใหม่ ชุมชนแถบสันติธรรมด้านนอกคูเมืองปรากฏมีป่าช้าลื้อตั้งอยู่ จวบจนถึงยุค &ldquo;เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง&rdquo; ที่ผู้คนในแถบสิบสองปันนาถูกกวาดต้อนลงมาสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ในดินแดนล้านนา ปัจจุบันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ปรากฏชุมชนของชาวไทลื้อ ตั้งหมู่บ้านในรูปแบบรวมเป็นชุมชนชาวไทลื้อและอาศัยปะปนกับชุมชนคนไทโยน มีชุมชนตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมากในจังหวัดเชียงราย น่าน จังหวัดพะเยา</p><p>ด้านภาษา ศาสนา และประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนลักษณะหน้าตา ผิวพรรณ ของไทลื้อมีลักษณะเดียวกันกับชาวลื้อเมืองยอง ชาวขึนเชียงตุง และชาวโยนในล้านนา ทว่า ในมิติประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและความทรงจำ มีความแตกต่างออกไปจากชุมชนคนไทกลุ่มอื่นอย่างชัดเจน เช่น การตั้งชื่อชุมชนตามชื่อบ้านนามเมืองเดิม ความเชื่อเรื่องการตั้งใจบ้าน การนับถือผีบรรพบุรุษร่วมกันด้วยการยึดเอาผีเจ้าเมืองมาเป็น &ldquo;ผีประจำหมู่บ้าน&rdquo; การแสดงออกถึงความโหยหาอาลัยบ้านเกิดของบรรพชน กระทั่งมีการรื้อฟื้นสืบสานวัฒนธรรมความเป็นชาติพันธุ์ลื้อนับตั้งเต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ชาวไทลื้อจะมีการการเดินทางกลับไปสร้างสายสัมพันธ์กับชาวลื้อในเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา สะท้อนถึงความพยายามเชื่อมโยงความเป็นเครือญาติชาติพันธุ์ข้ามพรมแดน นอกจากนี้ยังมีการตั้งสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย และมีสาขาของสมาคมไทลื้อระดับจังหวัดครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบนที่มีชาวไทลื้ออาศัยอยู่ เครือข่ายทางสังคมของชาวไทลื้อจึงมีส่วนสำคัญในการธำรงรักษาอัตลักษณ์ และสืบสานวัฒนธรรมความเป็นชาติพันธุ์ลื้อผ่านการยึดโยงกับบ้านเกิดเมืองนอนเดิมของบรรพชนอย่างเหนียวแน่น</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e091494f95.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=PU/i0InhSiMqsEORVTNILw=="],
    [27,184,"ไท","ไทใหญ่","สมคิด แสงจันทร์","<p>ไต หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ &ldquo;ไทใหญ่&rdquo; โดยความหมายของคำว่า &ldquo;ไต&rdquo; นั้น หมายถึงคน ขณะที่ชื่อเรียก &ldquo;ไทใหญ่&rdquo; นั้น เป็นชื่อที่คนไทยภาคกลางใช้เรียกคนไต หรือกลุ่มคนที่อยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน ส่วนชื่อเรียก &ldquo;เงี้ยว&rdquo;เป็นคำที่คนยวนในล้านนาใช้เรียกพวกเขา แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบเพราะส่อไปในทำนองดูถูก ในขณะที่ &ldquo;ฉาน&rdquo; นั้นเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวไต จวบจนยุคอาณานิคม ชาวอังกฤษก็เรียกชื่อนี้ตามอย่างพม่า ในขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมเอง ประสงค์ให้คนทั่วไปเรียกตนเองว่า &ldquo;ไต&rdquo; มากกว่าชื่ออื่น ขณะเดียวกันชื่อเรียกนั้นมีการใช้สลับไปมา มีความลื่นไหลและพลวัตขึ้นอยู่กับมิติความสัมพันธ์</p><p>ไต หรือไทใหญ่ อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่เอเชียในตอนเหนือของเวียดนาม ตอนใต้ของจีน ตอนเหนือของลาว ไทย พม่า และในแค้วนอัสสัม ด้านตะวันออกของอินเดีย ในประเทศไทยนั้นกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือมายาวนานก่อนยุคการขีดแบ่งเส้นพรมแดน อาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ในอดีตมีบทบาทสำคัญในการค้าทางไกลด้วยวัวต่าง ม้าต่าง เดินทางเชื่อมโยงเส้นทางการค้าในตอนใต้ของจีน พม่า ตอนเหนือของไทย เข้าสู่ประเทศลาวฯ ชาวไทใหญ่บางส่วนตั้งชุมชนกระจัดกระจายไปในเส้นทางการค้า ในยุคพระเจ้ากาวิลละปกครองเชียงใหม่นั้นเรียกได้ว่าเป็นยุค &ldquo;เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง&rdquo; เมื่อเกิดการสู้รบชนะ ได้รวบรวมผู้คนจากดินแดนต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ถูกอพยพมาจากชุมชนเดิมและให้กระจายไปอาศัยยังที่แห่งใหม่ เกิดเป็นชุมชนชาติพันธุ์กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเขตเมืองเชียงใหม่และรอบนอก ในขณะที่กลุ่มชาวไตอีกกลุ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงความไม่สงบภายในประเทศพม่า ผนวกกับแรงดึงดูดด้านแรงงานในประเทศไทย ส่งผลให้ชาวไตจากหลายเมืองในรัฐฉานเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางด้านทิศเหนือเพื่อเข้ามาหางานทำและกระจายออกมาสู่จังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ต้องการแรงงานในกิจกรรม 3 D เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร</p><p>ปัจจุบันคนทั้งสองกลุ่มยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยในสถานะที่ต่างกัน กล่าวคือ คนไตดั้งเดิมติดแผ่นดินมีความเป็นอยู่ที่ยึดโยงกับชุมชนท้องถิ่นและความเป็นรัฐไทย ผสมกลมกลืนกับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทย ขณะที่คนไตกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเป็นแรงงานนั้นอยู่ในสถานะของแรงงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ทั้งที่มีสถานะถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย ในแง่มุมของวิถีวัฒนธรรมคนไตทั้งสองกลุ่มได้รับการยอมรับอย่างมาก เนื่องด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าสอดคล้องกับสังคมพุทธในประเทศไทย พื้นที่ทางศาสนา พื้นที่ของพิธีกรรม และศิลปกรรม จึงเป็นพื้นที่หลักที่คนไตใช้แสดงออกถึงอัตลักษณ์และตัวตน เช่น การบวชลูกแก้ว หรือปอยส่างลอง การรำโต รำนกกิ่งกะหล่า อันเป็นศิลปะการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะทั้งสิ้นไต หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ &ldquo;ไทใหญ่&rdquo; โดยความหมายของคำว่า&ldquo;ไต&rdquo; นั้น หมายถึงคน ขณะที่ชื่อเรียก &ldquo;ไทใหญ่&rdquo; นั้น เป็นชื่อที่คนไทยภาคกลางใช้เรียกคนไต หรือกลุ่มคนที่อยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน ส่วนชื่อเรียก&ldquo;เงี้ยว&rdquo;เป็นคำที่คนยวนในล้านนาใช้เรียกพวกเขา แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบเพราะส่อไปในทำนองดูถูก ในขณะที่ &ldquo;ฉาน&rdquo; นั้นเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวไต จวบจนยุคอาณานิคม ชาวอังกฤษก็เรียกชื่อนี้ตามอย่างพม่า ในขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมเอง ประสงค์ให้คนทั่วไปเรียกตนเองว่า &ldquo;ไต&rdquo; มากกว่าชื่ออื่น ขณะเดียวกันชื่อเรียกนั้นมีการใช้สลับไปมา มีความลื่นไหลและพลวัตขึ้นอยู่กับมิติความสัมพันธ์</p><p>ไต หรือไทใหญ่ อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่เอเชียในตอนเหนือของเวียดนามตอนใต้ของจีน ตอนเหนือของลาว ไทย พม่า และในแค้วนอัสสัม ด้านตะวันออกของอินเดียในประเทศไทยนั้นกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือมายาวนานก่อนยุคการขีดแบ่งเส้นพรมแดน อาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ในอดีตมีบทบาทสำคัญในการค้าทางไกลด้วยวัวต่าง ม้าต่าง เดินทางเชื่อมโยงเส้นทางการค้าในตอนใต้ของจีน พม่า ตอนเหนือของไทย เข้าสู่ประเทศลาว ชาวไทใหญ่บางส่วนตั้งชุมชนกระจัดกระจายไปในเส้นทางการค้า ในยุคพระเจ้ากาวิลละปกครองเชียงใหม่นั้นเรียกได้ว่าเป็นยุค &ldquo;เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง&rdquo; เมื่อเกิดการสู้รบชนะ ได้รวบรวมผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ถูกอพยพมาจากชุมชนเดิมและให้กระจายไปอาศัยยังที่แห่งใหม่ เกิดเป็นชุมชนชาติพันธุ์กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเขตเมืองเชียงใหม่และรอบนอกในขณะที่กลุ่มชาวไตอีกกลุ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วงความไม่สงบภายในประเทศพม่า ผนวกกับแรงดึงดูดด้านแรงงานในประเทศไทย ส่งผลให้ชาวไตจากหลายเมืองในรัฐฉานเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางด้านทิศเหนือเพื่อเข้ามาหางานทำและกระจายออกมาสู่จังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ต้องการแรงงานในกิจกรรม 3 D เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร</p><p>ปัจจุบันคนทั้งสองกลุ่มยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยในสถานะที่ต่างกัน กล่าวคือ คนไตดั้งเดิมติดแผ่นดินมีความเป็นอยู่ที่ยึดโยงกับชุมชนท้องถิ่นและความเป็นรัฐไทย ผสมกลมกลืนกับสังคมและวัฒนธรรมแบบไทย ขณะที่คนไตกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเป็นแรงงานนั้นอยู่ในสถานะของแรงงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ทั้งที่มีสถานะถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย ในแง่มุมของวิถีวัฒนธรรมคนไตทั้งสองกลุ่มได้รับการยอมรับอย่างมาก เนื่องด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าสอดคล้องกับสังคมพุทธในประเทศไทย พื้นที่ทางศาสนา พื้นที่ของพิธีกรรม และศิลปกรรม จึงเป็นพื้นที่หลักที่คนไตใช้แสดงออกถึงอัตลักษณ์และตัวตน เช่น การบวชลูกแก้ว หรือปอยส่างลอง การรำโต รำนกกิ่งกะหล่า อันเป็นศิลปะการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะทั้งสิ้น</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dfee29d8ef.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=2Gfex3QvvcsrgrMtwtkriA=="],
    [28,185,"ออสโตรเอเชียติก","บรู","เกียรติศักดิ์ บังเพลิง","<p>บรู เป็นชื่อเรียกที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง คำว่า บรู หมายถึงคน หรือมนุษย์ หรืออีกความหมายหนึ่ง หมายถึง คนแห่งภูเขา ชื่อเรียก &ldquo;บรู&rdquo; เป็นที่รู้จักกันมาไม่นานนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่รู้จักพวกเขาในชื่ออื่น ได้แก่ &ldquo;ข่า&rdquo; &ldquo;ส่วย&rdquo; &ldquo;ข่าโส้&rdquo; &ldquo;โซ่&rdquo; โดยเฉพาะชื่อเรียกข่านั้น เป็นชื่อเรียกคนในตระกูลไท - ลาว ที่อาศัยในประเทศลาว หมายถึง ข้าทาส ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ไม่เป็นที่พึงพอใจของชาวบรูมากนัก ส่วนบรูในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ เช่น บรูตรี บรูมะกอง ส่วนอีกหลายกลุ่มในลาวใต้แถบจำปาสักเรียกตัวเองว่า &ldquo;บรู&rdquo;</p><p>ชาวบรูอาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างมามากกว่าหนึ่งพันปี <a>เป็นกลุ่มอิสระ อาศัยอยู่ตามภูเขาหรือบนที่สูง มีการทำไร่แบบเคลื่อนย้ายซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำไร่หมุนเวียนบนที่สูง การเคลื่อนย้ายจึงเป็นวิถีการดำรงชีพที่มีการปรับตัวภายใต้เงื่อนไขของการแสวงหาที่ทำกินใหม่ การเกิดโรคระบาด และการถูกรบกวนจากคนนอก </a>เดิมชนกลุ่มนี้ตั้งรกรากบนพื้นที่สูงในเขตภูเขาและป่าไม้หนาทึบที่เรียกว่า เชโปน จากนั้นได้อพยพโยกย้ายหลายครั้ง บางครั้งมีการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ราบ พื้นที่สูงสลับกันไปจากนั้นได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต แขวงสาละวัน และแขวงอัตตะปือ และจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงก่อน พ.ศ. 2436 บริเวณนี้อยู่ภายใต้อาณาเขตของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาพวกเขาได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองประเทศลาว ปัจจุบัน มีชาวบรูอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยสี่จังหวัด ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร สกลนคร และอุบลราชธานี</p><p>ชาวบรูมีความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยม (ผี) หลายระดับ และมีการยึดถือระบบเครือญาติ มีโครงสร้างสังคมวัฒนธรรม และระบบความเชื่อที่ส่งผลต่อการจัดองค์กรทางสังคมการปกครองตั้งแต่ระดับกลุ่มตระกูลจนถึงระดับชุมชน ในการอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มจะมีข้อควรระวังในเรื่องการผิดรีต (ฮีตคอง) ผู้หญิงถูกห้ามออกไปค้างแรมนอกหมู่บ้าน บุตรเขยจะต้องขึ้นลงบันใดคนละทางกับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ในตระกูลคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกจะถูกควบคุมในการเข้ามาปฏิสัมพันธ์หรือขึ้นเรือนตระกูลได้อย่างจำกัด เพราะอาจทำให้ผิดรีต ผิดผีตระกูล ปัจจุบัน จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ชาวบรูมีการซึมซับรับเอาวัฒนธรรมไทยอีสานหรือลาวมากขึ้น ประกอบกับจารีตแบบเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยกับการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ ผู้คนจึงมีการปรับเปลี่ยนจารีตหรือออกจากจารีตเดิมปรับผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้อัตลักษณ์ดั้งเดิมได้ถูกลดทอนความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยความเป็นบรูและความเป็นไทยอีสานหรือลาว จากบริบทชุมชนชาติพันธุ์บรูที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดน ประกอบกับการปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น บรูได้รับเอาวัฒนธรรมลาว ควบคู่กับวัฒนธรรมไทยภายใต้สถานะพลเมืองของรัฐชาติ ชาวบรูจึงก่อร่างสร้างอัตลักษณ์และปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ได้หลายแบบทั้งไทย ลาว และบรู ปรากฎการณ์ข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ชาวบรูมีความลื่นไหลของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย</p>","-","บรู, บ้านเวินบึก, อุบลราชธานี","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b567d3d73c1.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=yM6D2SlGelYwWpwPT2EziA=="],
    [29,186,"จีน-ธิเบต","บีซู","สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์","<p>กลุ่มชาติพันธุ์บีซู มีชื่อเรียกตนเองอย่างเป็นทางการว่า &ldquo;บีซู&rdquo; หมายถึง เรา ขณะเดียวกันอาจออกเสียงได้หลายรูปแบบทั้ง &ldquo;บี่สู&rdquo; หรือ &ldquo;บีสู่&rdquo; ในพงศาวดารจีน ระบุว่า บีซู เป็นชื่อเรียกเก่าแก่ที่มีอายุประมาณสามพันปีขณะที่ในประเทศไทยนั้น คนทั่วไปมักเรียกว่า &ldquo;ละว้า&rdquo; หรือ &ldquo;ลัวะ&rdquo; ขณะที่หน่วยงานราชการได้บันทึกข้อมูลของชาวบีซูว่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ เนื่องจากต้นตระกูลของพวกเขานามสกุลวงศ์ละ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นกลุ่มเดียวกับลัวะ อย่างไรก็ตาม เมื่อนักภาษาศาสตร์มีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บีซูที่ชัดเจนแล้วนั้น จึงควรใช้ชื่อเรียกพวกเขาในชื่อ &ldquo;บีซู&rdquo;</p><p>หลักฐานจากพงศาวดารจีน พ.ศ. 2344 ระบุว่า ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวบีซูอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันคือ แคว้นสิบสองปันนาสันนิษฐานว่า การอพยพของชาวบีซูมาสู่ประเทศไทยนั้นอาจเกิดจากภัยสงครามและความอดอยาก ส่วนการเคลื่อนย้ายของชาวบีซูจากต้นทางมายังประเทศไทยยังไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากการใช้หลักฐานทางภาษาศาสตร์มาเทียบเคียงพบว่า ในประเทศจีนมีชาวบีซู ประมาณหกพันคนในมณฑลยูนนาน ซึ่งมักถูกคนอื่นเรียกว่า &ldquo;Laopin&rdquo; &ldquo;Pin&rdquo; และ &ldquo;Laomian&rdquo; ชนกลุ่มนี้ถูกรวมอยู่ในกลุ่มลาหู่ แต่นักวิชาการที่ได้ทำงานศึกษาระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้ คือ ชาวบีซู กระจายตัวอยู่ในพม่า ลาวและเวียดนามในส่วนของประเทศไทยนั้น จากข้อมูลการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2530 พบว่า ชาวบีซูอาศัยอยู่พื้นที่สี่ชุมชนของจังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน พบว่า คงเหลือเพียงสามชุมชนเท่านั้นที่ยังคงมีชาวบีซูอาศัยอยู่คือ 1) บ้านดอนชมภู ในอำเภอแม่ลาว 2) บ้านผาแดง ในอำเภอพาน และ 3) บ้านปุยคำ ในอำเภอเมือง</p><p>ชาวบีซูในประเทศไทยมีจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ประกอบกับการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้เกิดการผสมกลมกลืนกับคนท้องถิ่น แต่ทว่า ชาวบีซูยังมีความพยายามในการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ไว้โดยเฉพาะอัตลักษณ์ด้านภาษา ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติใกล้สูญหาย นอกจากนี้ชาวบีซูยังได้หยิบยกเอาอาหารท้องถิ่น คือ ลาบพริกซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สื่อให้เห็นถึงความเรียบง่ายของอาหารการกิน ความโดดเด่นของเมนูอาหารชนิดนี้ เป็นการสับส่วนผสมในกระบอกไม้ไผ่ สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาที่ได้รับการรสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเกี่ยวกับการปรุงอาหารในกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยป้องกันส่วนผสมกระเด็น</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645dffd48b1fc.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Hw4YgDpqqc+ZrOcswnMQOA=="],
    [30,187,"จีน-ธิเบต","ปกาเกอะญอ","ขวัญชีวัน บัวแดง","<p>ปกาเกอะญอ เป็นคำเรียกชื่อตนเองของกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ ซึ่งเห็นหนึ่งในกลุ่มย่อยของกะเหรี่ยงในประเทศไทยที่มีการจำแนกไว้ว่ามีจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) จกอร์/สะกอร์ 2) โพล่ง/โปว์ 3) กแบ/คะยา 4) ปะโอ/ตองสู ปกาเกอะญอ<strong></strong>ในภาษาของกะเหรี่ยงสะกอร์ แปลว่า คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มากกว่าคำที่ถูกเรียกโดยที่พวกเขาไม่รู้ความหมาย เช่นคำว่า &ldquo;กะเหรี่ยง&rdquo; หรือ &ldquo;ยาง&rdquo; <a>ชื่อเรียก &ldquo;กะเหรี่ยง&rdquo; ถูกเชื่อมโยงกับวาทกรรมชาวเขาที่มีนัยยะด้อยพัฒนาและล้าหลัง ส่งผลให้ถูกเบียดขับและมองเป็นอื่นในสังคม</a> การคงไว้ซึ่งพื้นที่ทางสังคมด้วยการเรียกชื่อที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพวกเขาจึงเป็นการสร้างพื้นที่ทางสังคมที่สามารถสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี คำว่า ปกาเกอะญอ ไม่ครอบคลุมกะเหรี่ยงโปและกลุ่มย่อยอื่น กะเหรี่ยง จึงยังคงเป็นคำเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โดยรวม ในขณะที่ ชื่อเรียก &ldquo;ปกาเกอะญอ&rdquo; หมายถึง กลุ่มกะเหรี่ยงสะกอเท่านั้น</p><p>ประวัติศาสตร์ชาวกะเหรี่ยงอพยพมาจากบาบิโลน เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานในหลายพื้นที่ เช่น มองโกเลีย เตอร์กิสถานตะวันออก ธิเบต ยูนนาน และพม่า จากข้อมูลการค้นพบเรื่องราวของชาวกะเหรี่ยง ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีอยู่มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลจวบจนถึงปัจจุบัน ราว 2,739 ปี ผู้คนกลุ่มนี้เข้ามาอาศัยอยู่ในแถบพม่าราว 739 ปี และเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทยเขตพื้นที่ภาคเหนือและตะวันตกในหลายระลอกในช่วง 200 - 300 ปีที่ผ่านมา ชนชาติกะเหรี่ยงเดินทางเข้ามาสร้างประเทศของตนเองก่อนชนชาติพม่า โดยมีชื่อประเทศว่า &ldquo;กอทูแล&rdquo; เมื่อชนชาติพม่าเดินทางมาถึงและกดขี่ข่มเหงเบียดขับชนชาติกะเหรี่ยงแตกกระจัดกระจายเคลื่อนย้ายออกไปยังพื้นที่อื่น โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ พบว่า ชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยบางส่วนถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลย ในยุคพระเจ้ากาวิลละปกครองเมืองเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน กะเหรี่ยงบางกลุ่มก็เคลื่อนย้ายออกจากพม่าเข้าสู่ดินแดนล้านนา โดยส่งส่วยและช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแดนอยู่อาศัย บางชุมชนส่งส่วยให้ชาวลัวะ เจ้าของที่ดิน<a>อนุมานได้ว่ากลุ่มที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือนั้นอยู่มานานกว่า 1</a>,500 ปีและน่าจะตั้งถิ่นฐานเดิมในรัฐคะยาแล้วเคลื่อนย้ายเข้าสู่ลุ่มน้ำปิง ขณะที่ทางด้านตะวันตกเมื่อพระเจ้าอลองพญาได้รับชัยชนะในการทำสงครามกับกษัตริย์มอญ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงในอาณัติมอญต้องอพยพเข้ามาในอาณาจักรไทย อย่างไรก็ตามหลังยุคอาณานิคม ได้เกิดความไม่สงบทางการเมืองในพม่า ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าระลอกใหญ่ ซึ่งมีชาวกะเหรี่ยงเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทย สำหรับชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทย มีการตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายตัวอยู่ใน 15 จังหวัด ได้แก่เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์</p><p>ปกาเกอะญอเป็นกลุ่มชนที่<a>ดำรงชีพเคารพธรรมชาติผูกโยงชีวิตบนฐานทรัพยากรและการทำไร่หมุนเวียน อันสะท้อนถึงภูมิปัญญาในการจัดการพื้นที่ อาหาร ทรัพยากรและการอนุรักษ์ผืนป่าผืนดิน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มชน</a>ผู้รักสงบ สมถะ เรียบง่าย เห็นได้จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ถักทอเรียบง่ายไม่มีการประดับตกแต่งมากมายนัก</p>","-","-","-","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e008ec8c13.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=VoftiYY83ryVFDV0JxCsLA=="],
    [31,189,"ออสโตรเอเชียติก","ปลัง","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์","<p>&ldquo;ปลัง&rdquo; เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า หน่อต้นกล้วย จากตำนานเล่าว่า ในระหว่างการอพยพของชาวปลังและชาวลัวะ ชาวปลังทำกับข้าวล่าช้ากว่าชาวลัวะ เมื่อชาวลัวะต้มปูที่สุกง่ายเสร็จแล้วจึงเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ขณะที่ชาวปลังต้มปลา หรืออีกตำนานระบุว่า ต้มไข่ ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้เวลาสุกค่อนข้างช้า ชาวปลังจึงเดินทางตามไปได้ล่าช้า จนทำให้ต้นกล้วยงอกหน่อขึ้นมาทั้งหมด และตามชาวลัวะไม่ทัน ชาวปลังจึงกลับมาอยู่ที่เดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานในปัจจุบันบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างจีนกับพม่า บางครั้งชาวปลังจะเรียกตนเองว่า &ldquo;คาปลัง (Hka Plang)&rdquo; แปลว่า ข้างบน เพราะชาวปลังอาศัยบนพื้นที่สูง ความหมายข้างต้นสอดคล้องกับคำว่า ชาวเขา สำหรับคนอื่นจะเรียกชาวปลังแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ เช่น &ldquo;ปู้หลาง/ปู้หลั่ง&rdquo; (Bulang/Bulong) &ldquo;ปางชุง&rdquo; (Pang Chung) &ldquo;ขาเปะ&rdquo; หรือ &ldquo;คนดอย&rdquo; ส่วนชื่อทางการมักเรียกว่า &ldquo;ลัวะ&rdquo; แปลว่า ชาวเขา ประกอบกับภาษาของชาวปลังใกล้เคียงกับชาวลัวะ อีกทั้งชาวปลังมักแนะนำตัวกับบุคคลภายนอกว่าตนเองเป็นชาวลัวะ นอกจากนี้ นักวิชาการบางพื้นที่เรียกชาวปลังในจังหวัดเชียงรายว่า &ldquo;ปะหล่อง&rdquo; ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ ชาวปลังมีความพึงพอใจที่จะให้เรียกว่า &ldquo;ปลัง&rdquo; หรือ &ldquo;ปลาง&rdquo; มากกว่าชื่ออื่น</p><p>ชาวปลังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศเมียนมาและจีน ตั้งแต่ประมาณ 206 - 220 ปีก่อนคริสตกาล ชาวปลังในประเทศจีน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตสิบสองปันนา ส่วนชาวปลังในประเทศเมียนมาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน ที่เมืองลา เมืองยาง และเมืองเชียงตุง เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวปลังต้องอพยพมาหางานทำในประเทศไทยมีหลายเหตุผล เหตุผลหลัก เป็นการหลบหนีทหารและการถูกกดขี่ของชาวไทใหญ่และเมียนมา ประกอบกับความต้องการในการแสวงหาอาชีพเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชนกลุ่มนี้มีการอพยพเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน สำหรับเส้นทางการอพยพของชาวปลัง ทั้งเมืองยางหรือเมืองลา ส่วนใหญ่จะต้องเดินทางมายังเมืองเชียงตุง จากนั้นจะเข้ามาบริเวณแม่สายหรือแม่จัน จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันพบชาวปลังอาศัยในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ชาวปลังบางส่วนยังมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณจังหวัดปริมณฑลเพื่อประกอบอาชีพเป็นแรงงาน เช่น จังหวัดนครปฐม ทั้งนี้ ในส่วนของข้อมูลการอพยพของชาวปลังมายังประเทศไทยยังไม่ปรากฎหลักฐานที่ชัดเจน แต่มีการคาดประมาณว่า ชาวปลังเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2513 - 2520 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1,200 คน</p><p>ด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชาวปลัง เป็นกลุ่มที่มีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่โดดเด่น มีภาษาปลังเป็นของตนเอง ปัจจุบันมีการใช้ภาษาไทใหญ่ ภาษาลาหู่ และภาษาไทยร่วมด้วย ภาษาปลังจึงมีความเสี่ยงต่อการสูญหายในอนาคต ด้านเศรษฐกิจเดิมชาวปลังประกอบอาชีพทำการเกษตร เก็บหาของป่า และทำการค้าขายด้วยตนเองเป็นหลัก ปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเข้ามาเป็นแรงงาน ส่วนการนับถือศาสนา ชาวปลังในจังหวัดนครปฐมส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาเป็นศาสนาคริสต์ และบางส่วนยังมีความเชื่อเรื่องผี อย่างไรก็ตาม แม้ชาวปลังส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้มากนัก แตกต่างจากชาวปลังที่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีโบสถ์ของตนเอง คือ &ldquo;คริสตจักรปลังนครปฐม&rdquo; ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2008 คริสจักรเป็นศูนย์รวมจิตใจและทำให้ชาวปลังได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น เช่น การวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของตนเอง</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b56830cf713.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=f0QCwQmqVcRYjBzQfcaX6A=="],
    [32,190,"จีน-ธิเบต","ปะโอ","-","<p>ชนเผ่านี้เดิมไม่ได้ชื่อว่าเผ่าปะโอได้มีการเปลี่ยนชื่อเรื่อยมา ซึ่งไม่มีผู้ใดทราบว่าสืบเนื่องมาจากอะไรที่ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อชนเผ่า</p><p>ก่อนที่จะเรียกว่า ปะโอ ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักกันว่า ต่องสู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนไม่ค่อยจะรู้จักชนเผ่านี้เท่าไรนัก ซึ่งชนเผ่าที่เรียกว่าปะโอนี้เป็นเผ่าที่รักสงบ มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม มีภาษาพูด และภาษาเขียนเป็นของตนเองมีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ปัจจุบันมีถิ่นที่อาศัยอยู่ทางเขตรัฐฉาน ของประเทศพม่า และส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทยทางภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา เป็นต้น</p><p>ถิ่นเดิมของชาวปะโอ หรือต่องสู่นั้น อยู่ในแถบเมืองตองยี เมืองปั่น ป๋างปี้ หนองอ้อ กิ่วเกาะ ในเขตรัฐฉานของพม่า ได้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน</p><p>ปะโอ หรือ ต่องสู้ หรือ ต่องสู่ หรือ ต่องซู่ เป็น กลุ่มชนที่อยู่กระจัดกระจายในตอนเหนือของประเทศพม่า เนื่องจากชาวต่องสู้ตั้งถิ่นฐานร่วมกับชาวไทใหญ่ โดยชาวต่องสู้อยู่บนดอยและที่ราบเชิงเขา ส่วนชาวไทใหญ่อยู่บริเวณที่ราบ ดังนั้นชาวต่องสู้จึงมีความสัมพันธ์กับชาวไทใหญ่ และมีวัฒนธรรมคล้ายไทใหญ่ ชาวไทใหญ่เรียกชาวต่องสู้ว่า &ldquo;ต่องสู้&rdquo; พม่าเรียกว่า &ldquo;ต่องตู่&rdquo; แปลว่า &ldquo;ชาวดอย&rdquo; หรือ &ldquo;คนหลอย&rdquo; แต่ชาวต่องสู้ไม่ชอบให้เรียกคำนี้ เพราะถือว่าเป็นคำไม่สุภาพ ชาวต่องสู้เรียกเชื้อชาติของตนเองว่า &ldquo;ป่ะโอ่&rdquo; หรือ \"ปะโอ\" แปลว่าชาวดอยเหมือนกัน</p><p>เมื่อแยกคำแล้ว มีผู้สันนิษฐานที่มาของคำว่า &ldquo;ป่ะโอ&rdquo; ว่าน่าจะมาจากคำว่า &ldquo;ผะโอ่&rdquo; แปลว่าผู้อยู่ป่า เพราะในภาษาไทยคำตี่ คำว่า &ldquo;อู่&rdquo; แปลว่าอยู่ เมื่อชาวต่องสู้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนล้านนา คนล้านนาเรียกตามชาวไทใหญ่ แต่สำเนียงเปลี่ยนไปว่า &ldquo;ต่องสู้&rdquo;</p><p>จากหนังสือ คนไทยในพม่า ที่ เขียนโดยบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นักเขียนชาวล้านนา กล่าวถึงชาวต่องสู้ที่อยู่ในรัฐฉาน สหภาพพม่า ซึ่งมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับกับที่ราบว่า ชาวต่องสู้อยู่ในเขตเมืองต่องกี ตะถุ่ง ยองเสว่ ย่องเหว (ยองห้วย) อ่องบาน สี่กีบ เมืองจิต เมืองหนอง น่ำคก โหปง จ๋ามะก๋ากะลอ ลายค่า (ไล้ข้า) เมืองนาย สีแสง หนองบ๋อน เมืองกิ๋ง ใกล้เคียงหนองอ่างเล หรือทะเลสาบอินทะ แต่พบชาวต่องสู้มากที่สุดที่เมืองหลอยโหลง เมืองหมอกใหม่ เมืองต่องกี เมืองตะถุ่ง ป๋างลอง หม่อระแหม่ง (มะละแหม่ง) และเมืองเปกูหรือหงสาวดี</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e010152e5f.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=WO1zmKLUDrVpTXFUMsW5IQ=="],
    [33,191,"ไท","ผู้ไท","เอกรินทร์ พึ่งประชา","<p>ผู้ไท หรือ ภูไท เป็นชื่อเรียกของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ผู้ไท ในที่นี้หมายถึง &ldquo;คนผู้เป็นไท&rdquo; ขณะที่ ภูไทนั้นหมายถึง &ldquo;ชนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภู&rdquo; ถึงแม้ว่าชื่อเรียกทั้งสองชื่อนี้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะใช้ชื่อใดเป็นหลัก เนื่องจากในแวดวงวิชาการและในกลุ่มชุมชนชาวผู้ไทเองนั้นใช้ทั้งสองชื่อหากแต่เอกสารชิ้นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า &ldquo;ผู่ไท&rdquo; ตามอย่างสมาคมผู้ไทโลก ที่เป็นแกนหลักในการจัดงานวันผู้ไทโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกของชาวผู้ไทนี้ยังปรากฎการใช้ &ldquo;ผู้ไทย&rdquo; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอกสารทางราชการ เนื่องจากผูกโยงกับความเป็นสมาชิกของรัฐชาติ</p><p>ชาวผู้ไทแต่เดิมนั้น ตั้งชุมชนในแถบลุ่มน้ำแดง - ดำ ทางตอนเหนือของเวียดนาม ตอนเหนือของลาว เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีน หรือเรียกว่าบริเวณสิบสองจุไท มีเมืองหลักสิบสองเมือง มีกลุ่มคนที่เรียกว่า ผู้ไทดำ และผู้ไทขาว ปัญหาความขัดแย้ง และการรุกรานของชนต่างกลุ่ม ส่งผลให้ผู้ไทดำเริ่มอพยพโยกย้ายจากเมืองแถงลงสู่ดินแดนที่ราบทางตอนใต้ จวบจนถึงที่ราบเชียงขวาง ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินสั่งการให้นำกำลังไปตีเมืองลาว จนได้ผนวกเมืองลาวทั้งหมดเป็นเมืองประเทศราช และกวาดต้อนผู้คนจากเมืองทันต์ และเมืองม่วยกลับมายังประเทศไทย แล้วให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี ในสมัยเจ้าอนุวงศ์ครองนครเวียงจันทน์นั้นท้าวก่า ผู้นำชาวผู้ไทดำจากเมืองนาน้อยอ้อยหนู ได้นำพาชาวผู้ไทดำราวหมื่นคนเศษ อพยพหนีการรุกรานจากชาวฮ่อมาสู่เมืองวัง ต่อมา พ.ศ. 2388 ญวนแผ่อำนาจมายังเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง จึงได้แต่งตั้งเจ้าราชบุตรของเจ้าอนุวงษ์ให้ครองเมืองจำปาศักดิ์ เพื่อป้องกันการขยายอำนาจของญวนต่อมาใน พ.ศ 2369 เจ้าอนุวงศ์ก่อกบฎต่อกรุงเทพ ได้ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาและสระบุรี กวาดต้อนผู้คนไปอยู่ยังเวียงจันทน์ สมเด็จพระนั่งเกล้าจึงโปรดให้ยกทัพไปปราบกบฏ ตีหัวเมืองฝ่ายลาวหลายเมือง ผู้คนในเมืองเหล่านี้มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยกัน ทั้งผู้ไท กะเลิง ฯลฯ และกวาดต้อนผู้คนกลับมายังประเทศไทยแปดกลุ่มด้วยกันโดยการกวาดต้อนครัวลาวครั้งนี้ได้จัดไปอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานเป็นหลักปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผู้ไท กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร</p><p>ภาษาและการแต่งกายของชาวผู้ไท ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ภาษาของชาวผู้ไทจัดอยู่ในตระกูล ไต - กะได มีความคล้ายคลึงกับภาษาลาว ภาษาอีสาน และภาษาไทดำ อัตลักษณ์ทางภาษายังส่งต่อสืบมาจนปัจจุบัน ลูกหลานชาวผู้ไทส่วนใหญ่ยังพูดกันอยู่เป็นปรกติวิศัยในชีวิตประจำวันขณะเดียวกันด้านการแต่งการนั้น ทักษะและเทคนิคการทอผ้าของชาวผู้ไทถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อ และพัฒนาไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ้าฝ้ายย้อมคราม และผ้าไหมแพรวา ผ้าย้อมครามได้นำมาตัดเย็บเป็นชุดประจำกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อใช้ในการรำถวายพระธาตุเรณู หรือในกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของการฟ้อนรำอันอ่อนช้อยในชุดสาวผู้ไทโดดเด่นและงดงามยิ่งนัก</p>","-","-","-","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e0147b3dfa.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=/ozVYwFZ9VgfE9q3EQXqXA=="],
    [34,192,"จีน-ธิเบต","โพล่ง","ชุมพล โพธิสาร","<p><strong>โพล่ง/โผล่ง/โผล่ว</strong> (Pwo) เป็นคำใช้เรียกตนเองของกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลาง ในขณะที่กลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะเรียกพวกเขาว่า กะเหรี่ยงโป มีความหมายว่า \"คน\" ส่วนชาวพม่าจะเรียกกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ว่า \"ตะเลงคะยิน\" หมายถึง กะเหรี่ยงมอญ นอกจากนี้ยังมีคำเรียกที่เป็นคำไม่สุภาพและสะท้อนอคติทางชาติพันธุ์ ที่ที่เจ้าของวัฒนธรรมไม่ชื่นชอบให้เรียกมากนัก คือ คำว่า &ldquo;ยาง&rdquo; และยังมีชื่อเรียกที่ถูกใช้อย่างเป็นทางการในแวดวงราชการไทยในช่วงการตั้งคณะกรรมการเพื่อสงเคราะห์ชาวเขา ที่เรียกชนกลุ่มนี้ว่า&ldquo;กะเหรี่ยง&rdquo;</p><p>ชาวตะวันตกเชื่อว่า บ้านเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยู่ทางตะวันตกของจีนในเขตกวางสีก่อนอพยพสู่ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ชาวจีนเรียกแม่น้ำแยงซีเกียงว่า แม่น้ำของพวกยาง หรือแม่น้ำของพวกกะเหรี่ยง\"<strong></strong>การอพยพเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนอินโดจีนเกิดขึ้นผ่านสายน้ำสำคัญ 3 สาย คือ สายน้ำอิระวดี สายน้ำสาละวิน และสายน้ำแม่น้ำโขง กลุ่มกะเหรี่ยงโปเป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตามสายดังกล่าว ในอาณาบริเวณสายน้ำสาละวิน สายน้ำโขง สายน้ำเมย เชื่อมต่อถึงสายน้ำตะนาวศรี จึงปรากฏผู้คนและชุมชนคนโพล่งอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนไทย - พม่า ราว 600 - 700 ปีมาแล้ว อีกทั้งบางส่วนเป็นเชลยสงคราม ที่ถูกกวาดต้อนให้มาอยู่เชียงใหม่โดยพระเจ้ากาวิละใน ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2355) หลายกลุ่มย้ายจากพม่าในระยะเวลาที่ต่างกันตั้งแต่ 100 - 400 ปี บางชุมชนส่งส่วยและช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นประจำทุกปีเพื่อแลกเปลี่ยนกับดินแดนที่อยู่อาศัย แต่บางชุมชนต้องส่งส่วยให้ลัวะที่เป็นเจ้าของที่ดินในอัตราสิบเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าว โผล่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่สองรองจากกาเกอะญอ ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่แถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ากะเหรี่ยงสะกออาศัยอยู่เฉพาะทางภาคเหนือ และกะเหรี่ยงโพล่งอาศัยอยู่เฉพาะทางภาคตะวันตกเท่านั้น แตแท้ที่จริงแล้วจะพบกะเหรี่ยงทั้งสองกลุ่ม<a>อยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่แยกหมู่บ้านไม่ปะปนกัน</a> เนื่องจากมีภาษาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน</p><p>โพล่ง มีความโดดเด่นด้านภาษาที่หลากหลายสำเนียงและถิ่นที่แต่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจภายในกลุ่ม การแต่งกายที่บ่งบอกถึงธรรมเนียมปฏิบัติและสถานภาพ ขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็งด้านความเชื่อ ประพณี และวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันบูรณาการความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาสากล และยังคงรักษาวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมในการทำไร่หมุนเวียนอันเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่แสดงถึงความเคารพและนอบน้อมต่อธรรมชาติ ถือเป็นวิถีวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานและสะท้อนให้เห็นการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/642baa017a959.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=nOjSbE59Qzgf80qdtGjqZg=="],
    [35,193,"ม้ง-เมี่ยน","ม้ง","อุไร ยังชีพสุจริต","<p>ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติ พวกเขามักเรียกตนเองว่า &ldquo;ม้ง&rdquo; ซึ่งความหมายนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทั้งในหมู่คนม้งด้วยกันเองหรือแม้กระทั่งนักวิชาการ ส่วนชื่อที่คนอื่นใช้เรียกม้งนั้นมีสองชื่อด้วยกันคือ &ldquo;เหมียว&rdquo; และ &ldquo;แม้ว&rdquo; ซึ่งในมุมของคนม้งแล้ว คำทั้งสองนี้มีความหมายที่แตกต่างกันและแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แตกต่างกัน โดยคำหลังนั้นเป็นคำที่คนอื่นในเอเชียอาคเนย์และชาวตะวันตกใช้เรียกคนม้งและมีนัยของความเป็นอื่นที่เชื่อมโยงกับเสียงของแมวแฝงอยู่ ทำให้คนม้งไม่ชอบ ในขณะที่คำแรกนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกม้งในจีนซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนและมีความหมายสัมพันธ์กับการเป็นคนพื้นเพดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับชาวจีนมายาวนาน และพวกเขาไม่ได้ปฎิเสธแต่อย่างใด</p><p>ในอดีตม้งอาศัยอยู่เฉพาะในดินแดนปัจจุบันที่เป็นประเทศจีนในปัจจุบัน แต่ภายหลังส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนน้อยของประชากรได้อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นมายังภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ในห้วงคริสต์วรรษที่ 19 ด้วย มากไปกว่านั้น ในช่วงหลังสงครามเย็นก็มีชาวม้งจากประเทศลาวหลายหมื่นคนที่อพยพลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ตามประเทศในแถบตะวันตกด้วย และปัจจุบันคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งก็เดินทางไปศึกษาต่อ และแต่งงานข้ามชาติกับพลเมืองประเทศต่างๆ ด้วย ทำให้คนม้งปัจจุบันนั้นอยู่กระจัดกระจายอยู่บนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น กระนั้นก็ตามจำนวนประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดก็ยังคงถือว่าอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยนั้น ม้ง ตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามพื้นที่รอบนอกเมืองใน 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และกาญจนบุรี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าม้งจะตั้งชุมชนมายาวนานไม่ต่ำกว่าสองทศวรรษ แต่ด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก คนม้งถูกจดจำเฉพาะในแง่ความเป็นอื่นในสังคมไทยเสมอ นักวิชาการวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ยังมีภาพจำที่เป็นอื่นต่อคนม้งในสังคมไทยนั้นมาจากวาทกรรมสี่ประเด็น คือ ประเด็นแรกเรื่อง ม้งกับยาเสพติดโดยเฉพาะภาพจำเกี่ยวกับการปลูกฝิ่น ประเด็นที่สองเรื่อง การทำเกษตรบนพื้นที่สูงที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่สามเรื่องความมั่นคง และประเด็นสุดท้ายเรื่อง ชาวเขาทำมาหากินในเขตป่าและยากจน วาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบและเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้ง หรือปิดบังตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่</p><p>ด้วยวาทกรรมข้างต้น ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจอัตลักษณ์ของคนม้งในเชิงลบไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม หากจะต้องอธิบายว่า &ldquo;คนม้งมีตัวตนเป็นอย่างไร&rdquo; อาจต้องพูดถึงบริบทเป็นสำคัญ เพราะความเป็นจริงคือ ไม่อาจจะเหมารวม (generalize) ตัวตนคนม้งได้เป็นเพียงแค่แบบเดียวได้ เพราะม้งในแต่ละพื้นที่ชุมชนเผชิญกับสภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในรูปแบบที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นตัวกำกับหรือกำหนดการแสดงตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงอัตลักษณ์แบบผิวเผินเมื่อพูดถึงคนม้งในไทยทั่วไปจากทัศนะและความเข้าใจของคนนอกแล้ว คนม้งมักจะถูกเข้าใจและถูกจัดความสัมพันธ์ให้เป็น &ldquo;ชนเผ่า&rdquo; และ &ldquo;ชาวเขา&rdquo; ซึ่งมีนัยของความเป็นคนป่าเถื่อนและด้อยการพัฒนา ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกของม้งที่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเป็น &ldquo;ชนชาติ&rdquo; หนึ่งที่เคยมีดินแดนและกษัตริย์ของตนเองมาก่อน มีระบบความเชื่อ ภาษา เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี และเทศกาลหรือประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีพของพวกเขาที่โดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ในแต่ละส่วน) ประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในงานชิ้นนี้จึงน่าจะพออธิบายลักษณะตัวตนของคนม้งได้ระดับหนึ่ง</p>","-","กลุ่มชนบนพื้นที่สูง, คริสตจักรม้ง, ตระกูลภาษา ม้ง-เมี่ยน","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e02bdc0703.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=/xJ9+9bfg9vQhnbMBT1FzQ=="],
    [36,194,"ออสโตรเอเชียติก","มละบริ","ชุมพล โพธิสาร","<p>มละบริ (Mlabri) หมายถึง คนที่อยู่ในป่า คำว่า &ldquo;มละ&rdquo; หรือ &ldquo;มลา&rdquo; หมายถึง คน และคำว่า &ldquo;บรี&rdquo; หรือ &ldquo;บริ&rdquo; หมายถึงป่า \"มละบริ\" \"มลาบรี\" และ \"ยุมบรี\" เป็นชื่อที่ชนกลุ่มนี้ใช้เรียกตนเอง ทั้งนี้พบว่าเอกสารในอดีตนั้นส่วนใหญ่ใช้คำว่า &ldquo;มลาบรี&rdquo; ภายหลังจากกลุ่มเยาวชนได้ทำงานศึกษาวิจัยทางภาษาศาสตร์ จึงได้มติร่วมกันในการกำหนดให้คำว่า &ldquo;มละบริ&rdquo; เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตคนไทยจะรู้จักคนกลุ่มนี้ในชื่ออื่น ๆ เช่น ผีตองเหลือง ข่าตองเหลือง ซึ่งเป็นชื่อที่คนภายนอกเรียกที่สะท้อนอคติทางวัฒนธรรม พวกเขาจะไม่ชอบให้ผู้อื่นเรียกชื่อในลักษณะเช่นนั้นเพราะเป็นคำที่เรียกในเชิงดูถูกที่แปลว่า ผี หรือทาส (ข่า)</p><p>ในอดีตชาวมละบริเป็นกลุ่มสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบเก็บหาของป่า - ล่าสัตว์ และเคลื่อนย้ายอพยพไปตามแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการดำรงชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ ภายใต้ความเชื่อว่า ผืนป่าในประเทศไทยเป็นผืนเดียวที่สามารถเชื่อมโยงติดต่อกัน ทำให้ชาวมละบริใช้ชีวิตแบบเคลื่อนย้ายไปมาในเขตป่าแถบด้านตะวันออกของภาคเหนือ และตอนเหนือของภาคอีสาน แถบรอยต่อกับพื้นที่ประเทศลาว และเดินทางโยกย้ายไปมาในแถบนี้หลายกลุ่มด้วยกัน แต่ละกลุ่มมีจำนวนประชากรไม่มากนัก และมักหาของป่ามาแลกเปลี่ยนกับชาวลาวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จากข้อมูลที่ถูกบันทึกในช่วง พ.ศ. 2481 <a>มีผู้พบชาวมละบริอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทางทิศตะวันตกของ</a><a>ภูเขาเขียว</a> พบร่องรอยการอยู่อาศัย กองไฟ และเพิงพัก ของชาวมละบริ บริเวณบ้านศรีฐาน แถบตีนภูกระดึง พบชาวมละบริ ที่บ้านน้ำพุ ซึ่งเป็นค่ายพักแรมระหว่างเส้นทาง แพร่ &ndash; น่าน และในเส้นทางเดินระหว่าง บ้านเด่นเหล็กกับบ้านเสี้ยว จังหวัดอุตรดิตถ์ พบชาวมละบริ บริเวณอำเภอน้ำหว้า ด้านทิศตะวันออกของจังหวัดน่าน และบริเวณบ้านเสา <a>ระยะทาง 30 ไมล์</a> และด้านทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน พบชาวมละบริ บริเวณดอยขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ประมาณ 40 ปีก่อนหน้านั้นชาวมละบริมีชีวิตแบบคลื่อนย้าย หลังจากนั้นชาวมละบริเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นแรงงานรับจ้างเพื่อแลกกับอาหารและสิ่งของ จวบจนเข้าสู่ยุคการเคลื่อนย้านคนออกจากป่าเพื่อตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ ที่รัฐจัดสรรให้ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มคนที่มีการดำรงชีพที่มีชีวิตแบบเคลื่อนย้าย ปัจจุบันในประเทศไทยมีชาวมลาบรีอาศัยอยู่ประมาณ 400 คน กระจายตัวในจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ใน 5 หมู่บ้าน ที่มีระยะทางห่างไกลกัน</p><p>ชาวมละบริเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญาการใช้พืชเป็นอาหาร ยาสมุนไพร เครื่องจักสาน อีกทั้งเป็นกลุ่มชนที่รักอิสระไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ ไม่กักตุนอาหาร แบ่งปันทรัพยาการอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม มีความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก็บของป่าล่าสัตว์ ส่งผลต่ออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีการพึ่งพิงตนเอง และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นไปพร้อมกับระบบการผลิตแผนใหม่ การรับเอารูปแบบการบริโภคและการปรุงอาหารแบบคนท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานกับความรู้ดั้งเดิม ส่วนพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ใหญ่ คงเหลือเพียงเรื่องเล่า เนื่องจากวิถีชีวิตในปัจจุบันไม่ได้เข้าป่าล่าสัตว์อีกต่อไป</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในป่า","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e035e8f769.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=r8b34duAoaTb7XvtXgdCsg=="],
    [37,195,"ออสโตรเนเชียน","มลายู","แพร ศิริศักดิ์ดําเกิง","<p><strong>มลายู</strong> หมายถึง ผู้คนในดินแดนมลายู ผู้คนในดินแดนนี้จึงเรียกตัวเองว่ามลายู หรือออแฆนายู นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังเรียกตัวเองว่า มลายูมุสลิม และไทยมุสลิมตามโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ขณะที่คนนอกวัฒนธรรมมักเรียกพวกเขาแบบเหมารวมว่า อิสลาม มุสลิม หรือแขกซึ่งเป็นการเรียกที่มีความคลาดเคลื่อนและไม่ได้หมายถึง คนมลายูมุสลิม</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์มลายูจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน อาศัยอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายู ภาคใต้ของประเทศไทย ปัจจุบันชาวมลายูส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จากประวัติศาสตร์นักโบราณพบหลักฐานว่า ชาวมลายูอาศัยอยู่บริเวณเมืองโบราณยะรัง เป็นชุมชนโบราณในลุ่มน้ำปัตตานีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแหล่งชุมชนโบราณทางภาคใต้ คาดว่ามีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 กระทั่งพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 จึงย้ายศูนย์กลางของเมืองไปที่ชายฝั่งทะเล ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 - 23 ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณอาณาจักรปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระหว่างทางทะเลและทางบกที่รุ่งเรือง ระหว่างนี้ได้เกิดความขัดแย้งและสงครามระหว่างเมืองปาตานีกับสยาม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2330 - 2334 สยามได้เข้าปกครองปาตานี แต่ทว่า ช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของปาตานีกับข้าราชการสยามในเรื่องกฎระเบียบปฏิบัติและขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ กระทั่งปี 2359 สยามยกเลิกระบบการปกครองระบบสุลต่านหรือราชามาเป็นการแต่งตั้งเจ้าเมืองจากกรุงเทพฯ พร้อมกับแยกปาตานีออกเป็น 7 หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองยิริง (ยะหริ่ง) เมืองสายบุรี เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองระแงะ และเมืองยะลา แต่ละหัวเมืองอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าเมืองที่มีอำนาจในการปกครองกันเองอย่างเป็นอิสระ แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าเมืองสงขลา กระทั่งเมื่ออำนาจของราชาหรือสุลต่านปาตานีและเจ้าเมืองยุติลง คนมลายูในพื้นที่ต่อสู้กับอำนาจสยามอย่างต่อเนื่อง การต่อจึงสู้ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนจนกระทั่งปัจจุบัน ภายหลังจากการปฏิวัติสยาม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นกัน รัฐบาลได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมาเป็นการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน มณฑลปัตตานีเดิมมี 4 จังหวัด จัดแบ่งเหลือเพียง 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส</p><p>อัตลักษณ์ความเป็นมลายูมีความชัดเจนในด้านการผสมผสานระหว่างจารีตดั้งเดิมกับศาสนาอิสลาม เนื่องจากผู้คนในคาบสมุทรมลายูนั้นประกอบด้วยผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม ความเป็นมลายู จึงสะท้อนผ่านรูปแบบบ้านเรือน สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และพิธีกรรมที่เกิดจากการผสมผสานของแนวคิดพราหมณ์ - ฮินดูและแนวคิดอิสลามาภิวัตน์ที่มีเป้าหมายเพื่อความเป็นอิสลามบริสุทธิ์ เป็นมุสลิมเดียวทั่วโลก ส่งผลให้พิธีกรรมท้องถิ่นหลายประการได้ถูกเลิกปฏิบัติ</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b568963ada3.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=syYhq0UZjtr96swK/RGsBQ=="],
    [38,196,"ออสโตรเนเชียน","มอแกน","นฤมล อรุโณทัย","<p>มอแกน ถูกเรียกเหมารวมว่าชาวเล รวมกับชาวมอแกลน และอูรักลาโวยจ ขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมเรียกตัวเองว่า &ldquo;มอแกน&rdquo; ชื่อดังกล่าวมีที่มาจากตำนานเก่าแก่ที่เล่าสืบต่อกันมา มอแกนเป็นชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในขณะที่ชื่อเรียกอื่น ๆ รวมถึงชื่อที่มีการประกอบสร้างขึ้นในชื่อ &ldquo;ไทใหม่&rdquo; และชื่อที่ถูกเรียกขานมาอย่างยาวนานว่าชาวเล ที่ครอบคลุมทั้งชาวมอแกน มอแกลนและอูรักลาโวยจ นั้นไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด ชื่อเรียกชาวเลมีมิติของการดูถูกเหยียดหยามให้รู้สึกด้อยค่าทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้คุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิในอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จึงควรเรียกชื่อชนกลุ่มนี้ว่า &ldquo;มอแกน&rdquo; ซึ่งเป็นชื่อที่เจ้าของวัฒนธรรมภาคภูมิใจ</p><p>ชาวมอแกน เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีชีวิตที่สัมพันธ์กับท้องทะเลมายาวนานตามเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะมะริด (Mergui Archipelago) ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จนถึงเกาะในทะเลอันดามันเหนือของประเทศไทย ชาวมอแกนในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 3,000 คน แต่เดิมชาวมอแกนมีวิถีชีวิตเร่ร่อน ทำมาหากินในทะเล ในฤดูแล้งจะอยู่อาศัยในเรือ ส่วนในฤดูฝนจะอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งมากขึ้น ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทำให้ชาวมอแกนทั้งหมดมีการตั้งหลักปักฐานเป็นชุมชน กระจายตัวอาศัยอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดระนอง บริเวณเกาะเหลา เกาะพยาม เกาะช้าง และเกาะสินไห ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา หลังเหตุการณ์สึนามี บางกลุ่มอาศัยร่วมกับชาวอูรักลาโวยจในชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต บางส่วนอพยพมาตั้งรกรากอยู่บนฝั่ง มีวิถีดำรงชีพดังเช่นคนไทยทั่วไป ในการประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปแทนการทำอาชีพประมง</p><p>ชาวมอแกนมีเรือเป็นเสมือนบ้านและพาหนะในการเดินทาง หาสัตว์ทะเลเพื่อยังชีพและแลกเปลี่ยนซื้อขายกับคนบนฝั่ง เรือของมอแกน เรียกว่า &ldquo;ก่าบาง&rdquo; เป็นเรือขุด กราบเรือทำจากไม้ระกำที่มีลักษณะเบาตัว เรือมีลักษณะเป็นง่ามหรือรอยหยักเว้าที่หัวและท้ายเรือ มีความสำคัญต่อคนในครอบครัวมาก เพราะเป็นทั้งที่พักอาศัยและพาหนะในการเดินทางออกไปหากิน ปัจจุบันเมื่อตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง เรือก่าบางจึงลดความสำคัญลง</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานตามหมู่เกาะหรือชายฝั่ง","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e03b882470.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=HQPIWG6ruNqNbJd74r6cEA=="],
    [39,197,"-","มอแกลน","นฤมล อรุโณทัย","<p>ชาวมอแกลน เรียกตัวเองว่า &ldquo;มอแกลน&rdquo; หรือ &ldquo;ชาวบก&rdquo; เพราะถือว่าตนเองไม่ได้เป็นชาวเกาะ และไม่ได้เดินทางออกทะเลไกล หรืออยู่อาศัยในเรือในบางช่วงดังเช่นกลุ่มมอแกน ส่วนชื่อเรียกชาวเล เป็นคำเรียกรวมทั้งสามกลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ขณะเดียวกันคำเรียกชาวเลมีนัยยะที่สะท้อนอคติที่ชาวมอแกลนไม่ชื่นชอบที่ถูกเรียกด้วยชื่อนี้</p><p>ชายฝั่งทะเลของจังหวัดพังงา รวมถึงพื้นที่เกาะแก่ง ในทะเลอันดามัน แถบอำเภอคุระบุรีนั้นนับได้ว่าเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวมอแกลนที่ตั้งบ้านเรือนมายาวนาน มอแกลน ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ หมู่บ้านของชาวมอแกลน หลายชุมชนมีตำนานเรื่องวีรบุรุษที่เป็นต้นกำเนิดของชาวมอแกลน ชื่อว่า &ldquo;พ่อตาสามพัน&rdquo; ปัจจุบันเป็นที่เคารพนับถือกัน มีศาลอยู่ที่ชายหาดบางสัก จังหวัดพังงา ในอดีต ชาวมอแกลนอพยพโยกย้ายชุมชนเนื่องจากโรคระบาด มีผู้คนล้มตาย มีสัตว์ร้าย โจรผู้ร้าย รวมทั้งในช่วงสงครามโลก ก็มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายถิ่นฐาน เพื่อหลบหนีจากภัยสงครามและการสู้รบ การรุกคืบของธุรกิจท่องเที่ยวและเหมืองแร่ทำให้การโยกย้ายถิ่นกระจัดกระจายมากขึ้น เหตุการณ์สึนามิ ส่งผลให้ชุมชนมอแกลนชายฝั่งได้รับผลกระทบ สูญเสียบ้านเรือน เครื่องมือทำมาหากิน บางครอบครัวได้รับการจัดสรรพื้นที่ในชุมชนอื่น ถึงแม้ว่าการเคลื่อนย้ายจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ชาวมอแกลนในพื้นที่พังงาและภูเก็ตก็ยังเดินทางไปมาหาสู่กัน มีความรู้สึกถึงความเป็นชุมชนหรือชาติพันธุ์เดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เครือข่ายชาวมอแกลนจะช่วยเป็นกำลังใจให้แก่กัน ชาวมอแกลนเป็นที่รู้จักค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับชาวมอแกนและชาวอูรักลาโว้ย เนื่องจากมีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมกับคนในท้องถิ่นภาคใต้ ทั้งวิถีชีวิต การทำมาหากิน ภาษา และการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรม ในประเทศไทยมีชาวมอแกลนจำนวน 4,000 คน ในจังหวัดพังงาและภูเก็ต</p><p>พิธีกรรมสำคัญของชาวมอแกลน คือ การไหว้ศาลพ่อตาสามพัน จัดขึ้นในช่วงเดือนสี่ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม และใช้เต่าบกในการเซ่นไหว้ รวมถึงยังมีวัฒนธรรมข้าวปรากฏในวิถีชีวิต มีความเชื่อเรื่อง &ldquo;แอนอง โส&rdquo; หรือ &ldquo;แอนอง โพชอบ&rdquo; เป็นชื่อที่ชาวมอแกลนบนฝั่งเรียกแม่โพสพ และชุมชนชาวมอแกลนบนเกาะพระทองเคยมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับขวัญข้าวหรือจิตวิญญาณแห่งข้าว จึงกล่าวได้ว่าชาวมอแกลนมีวิถีเกษตรกรรมร่วมกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล ส่งผลให้วิถีชีวิตปรับตัวคล้ายคลึงกับท้องถิ่นภาคใต้ ยกเว้นมิติภาษาที่ยังมีภาษาของตนและเป็นภาษาที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงสูญหาย เนื่องจากคนรุ่นใหม่ปรับตัวไปใช้ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ร่วมกับภาษามอแกนดั้งเดิม</p>","-","กลุ่มชาติพันธุ์, ทะเลอันดามัน, พ่อตาสามพัน, มอแกลน","กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานตามหมู่เกาะหรือชายฝั่ง","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e041e9482f.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=FUyHmswDxZ2Epq7pOY2iTw=="],
    [40,198,"ออสโตรเอเชียติก","มอญ","สกุลกร ยาไทย","<p>คนมอญนิยมเรียกตนเองว่า &ldquo;มอญ&rdquo; &ldquo;รมัน&rdquo; หรือ &ldquo;รามัญ&rdquo; ตามชื่อประเทศของตน คือ &ldquo;รามัญญเทส หรือ รามัญประเทศ\" ส่วนความหมายนั้นไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด ชาวมอญบางคนได้อธิบายความหมายของคำว่ามอญ แปลว่า เป็นที่หนึ่ง ในแง่ที่ว่าพวกเขาเป็นที่หนึ่งในมนุษยชาติ บางคนกล่าวว่าหมายถึง ผู้นับถือพระรามปางพระนารายณ์ ปัจจุบันชาวมอญในประเทศไทยนิยมเรียกตนเองว่า &ldquo;ชาวไทยรามัญ&rdquo; คำว่า &ldquo;มอญ&rdquo; มักจะใช้ในการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นการสื่อสารกันภายในกลุ่มส่วนคำว่า &ldquo;รามัญ&rdquo; หรือ &ldquo;ไทยรามัญ&rdquo; มักจะใช้ในการสื่อสารแบบทางการ สำหรับคำเรียกว่า &ldquo;ตะเลง&rdquo; เป็นที่เข้าใจกันในหมู่คนมอญว่า &ldquo;ตะเลง&rdquo; หมายถึง &ldquo;อิตะเลิม&rdquo; ที่แปลว่า &ldquo;พ่อแม่ฉิบหายหรือบ้านแตกสาแหรกขาด&rdquo; หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นนัยแฝงการเหยียดหยามโดยแปลว่า &ldquo;เชื้อชาติอยู่ใต้ฝ่าเท้า&rdquo; ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการข่มเหงย่ำยีทางเชื้อชาติ ปัจจุบันคำนี้เลิกใช้กันแล้ว เพราะชาวมอญไม่ชอบชื่อนี้และไม่เคยนับว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ถึงแม้จะรับรู้ว่า ตะเลงหมายถึงมอญก็ตาม</p><p>ถิ่นกำเนิดเดิมของชาวมอญ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณทางตอนตะวันตกของจีนหรือบริเวณทางตอนใต้ของอินเดีย มีภาษาพูดและมีตัวอักษรเขียนของตนเอง เมื่ออพยพมายังอุษาอาคเนย์ ชาวมอญได้ก่อตั้งอาณาจักรโบราณสองแห่ง ได้แก่ อาณาจักรทวารวดี บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับอาณาจักรสะเทิม บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออกทางตอนใต้ของพม่า ทั้งสองอาณาจักรมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมมอญที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียสู่ชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหนึ่งในแม่แบบวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในอุษาอาคเนย์ วัฒนธรรมมอญจึงยังคงปรากฎร่องรอยในภูมิภาคนี้จนถึงปัจจุบัน เมื่ออาณาจักรทวารวดีเสื่อมสลายเนื่องจากอิทธิพลของเขมร ชาวมอญทวารวดีได้ถูกกลืนกลายเป็นคนไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในขณะที่อาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่ายังคงอัตลักษณ์ความเป็นมอญอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเวลาต่อมา จากการทำสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนมอญมีการอพยพเข้ามาในสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ปัจจุบันชาวมอญส่วนใหญ่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีชาวมอญอาศัยอยู่ 35 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง อุทัยธานี กาญจนบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ชัยนาท เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ชัยภูมิ นครราชสีมา และปราจีนบุรี</p><p>ปัจจุบันชาวมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยยังคงพยายามธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะระบบความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษและความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างแรงกล้า กลายเป็นข้อปฏิบัติทางจารีตประเพณีที่ชาวมอญยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยสะท้อนผ่านพิธีกรรม ประเพณีสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ตลอดจนวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันทั่วไป ระบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษและความศรัทธาต่อพุทธศาสนายังมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมอญ รวมทั้งการธำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นที่สุดของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในยุคปัจจุบัน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e04b09934c.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=PgvY+TfXKfh1raAtEP/LqQ=="],
    [41,200,"ออสโตรเอเชียติก","มานิ","นฤมล ขุนวีช่วย","<p><strong>&ldquo;มานิ&rdquo;</strong> หรือ<strong> &ldquo;มานิค&rdquo;</strong> เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ชาวมานิจะเรียกตัวเองว่า &ldquo;มานิ&rdquo; หรือ &ldquo;มันนิ&rdquo; และพึงพอใจให้คนอื่นเรียกตนเองเช่นนั้น ชื่อเรียกนี้มักพบในเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล ขณะที่ชื่อเรียกว่า <strong>&ldquo;โอรังอัสลี&rdquo; หรือ &ldquo;อัสลี&rdquo; และ &ldquo;จาไฮ&rdquo; </strong>แปลว่า คนดั้งเดิม เจ้าของถิ่นเดิม เป็นชื่อที่ใช้เรียกตัวเองในแถบจังหวัดยะลาและนราธิวาส ชื่อเรียกดังกล่าวเป็นชื่อเรียกที่ชาวมานิต้องการให้คนอื่นเรียกพวกเขาเช่นเดียวกันกับที่พวกเขาเรียกตนเอง เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกเหมารวมมานิด้วยคำว่า &ldquo;เงาะ&rdquo; &ldquo;เงาะป่า&rdquo; &ldquo;ซาไก&rdquo; &ldquo;เงาะป่าซาไก&rdquo; ซึ่งเป็นอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่องเงาะป่า เป็นคำเรียกที่พวกเขาไม่ชื่นชอบมากนัก &ldquo;เงาะ&rdquo; ในภาษาพื้นเมืองภาคใต้ หมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง ขณะที่ชื่อเรียก &ldquo;ซาไก&rdquo; เป็นภาษามาลายู ไม่มีความหมายสำหรับกลุ่มมานิในแถบเทือกเขาบรรทัดที่สัมพันธ์กับภาษาท้องถิ่นภาคใต้</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (the Maniq people) เป็นชื่อเรียกผู้คนกลุ่มนิกริโต (the Negritos) ซึ่งถูกจำแนกทางชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) อาศัยกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูในภาคใต้ของประเทศไทย มีหลายข้อสันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพวกเขาในดินแดนนี้ โดยหลักฐานทางโบราณคดีค้นพบความเชื่อมโยงของถิ่นที่อยู่ในยุคซุนดาแลนที่ผืนแผ่นดินภาคใต้และหมู่เกาะยังเชื่อมต่อกันก่อนถูกตัดขาดกลายเป็นเกาะแก่งในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง</p><p>อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี ชี้ชัดว่ามีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย มีข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์จะแยกพื้นที่ออกจากกันทำให้คนกลุ่มนี้กระจายออกไปทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าพวกเขาได้เข้ามาในแหลมมาลายูโดยการอพยพมาจากถิ่นมีอื่น ในสองเส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย ส่วนเส้นทางที่สอง อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบว่า มีสองกลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) โดยมีการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง สงขลา และสตูล จำนวน 13 กลุ่ม กลุ่มมานิ (โอรังอัสลี) พบกระจายตัวในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส จำนวน 15 กลุ่ม</p><p>มานิ ในเทือกเขาบรรทัด และโอรังอัสลี ในเทือกเขาสันกาลาคีรี มีการดำรงชีพแบบหาของป่าล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร ผสมผสานกับการตั้งถิ่นฐานถาวรในบางกลุ่ม การดำรงอยู่ของพวกเขาสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีปฏิบัติที่เคารพธรรมชาติ เรียบง่าย ขณะที่สังคมโดยรวมยังคงมองชาวมานิ - โอรังอัสรี ในเชิงอคติและติดกับดักตามพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่าอยู่เสมอ</p>","-","กลุ่มชาติพันธุ์, การเก็บของป่าล่าสัตว์, เทือกเขาบรรทัด, มานิ","กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในป่า","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e051ad099e.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=5BUdkbhWFcI5ydC7oRonFg=="],
    [42,181,"ไท","ยอง","แสวง มาละแซม","<p>&ldquo;ยอง&rdquo; เป็นชื่อเมืองในเขตฉานตะวันออกของพม่า มีแม่น้ำยองไหลผ่าน &rdquo;ยอง&rdquo; เป็นกลุ่มคนในชาติพันธุ์ลื้อ ในปี พ.ศ. 2348 ในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ส่งกองทัพเมืองเชียงใหม่ ขึ้นไปกวาดต้อนคนลื้อจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียงนับหมื่นคนมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเมืองลำพูน ในระยะแรกคนลื้อจากเมืองยองจึงถูกเรียกจากคนทั่วไปว่า &ldquo;คนเมืองยอง&rdquo; ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองยองที่ตั้งอยู่ในที่ราบแม่น้ำยองต่อมาได้มีการกัดกร่อนทางภาษาและการออกเสียงคำว่า &ldquo;เมือง&rdquo; ได้หายไปจึงเหลือแต่คำว่า &ldquo;คนยอง\" จนถึง<a>ปัจจุบัน</a></p><p>หลักฐานในตำนานเมืองยองและเอกสารอื่นในดินแดนแถบนี้ ราวพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มคนลื้อจาก 12 พันนา ได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกับกลุ่มคนทมิล ชาวพื้นเมืองที่ตั้งชุมชนอยู่ก่อนแล้วต่อมากลุ่มคนลื้อได้มีอำนาจปกครองเหนือชาวทมิล และได้ผสมผสานกันทางสังคมและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา เมืองยองจึงเป็นเมืองของคนลื้อ ระหว่าง พ.ศ. 2310-2358 สมัยพระเจ้ากาวิละ ต้องฟื้นฟูบ้านเมือง ที่ได้รับความเสียหายจากการยึดครองของพม่า ผู้คนมีน้อย และโดยการสนับสนุนของกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ จึงได้ดำเนินนโยบายรวบรวม เพิ่มจำนวนไพร่พลเพื่อสร้างบ้านแปลงเมือง โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การชักชวน หว่านล้อมและส่งกำลังขึ้นไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทางตอนบนในบริเวณลุ่มแม่น้ำคง (สาละวิน) และแม่น้ำโขงตอนกลางเพื่อกวาดต้อนผู้คนหรือที่เรียกว่า &ldquo;การเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง&rdquo; เพื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา โดยเฉพาะที่เมืองลำพูนและเชียงใหม่ ครั้งที่มีความสำคัญคือใน พ.ศ. 2348 พระเจ้ากาวิละมอบหมายให้เจ้าอุปราชธรรมลังกา และเจ้าคำฟั่นผู้เป็นน้อง ยกกองทัพขึ้นไปเพื่อรวบรวมผู้คนจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองวะ เมืองเลน เมืองพะยาก รวมถึงเมืองต่าง ๆ ในดินแดน 12 พันนา ได้ผู้คนนับจำนวนหมื่น สิ่งของและศาสตราวุธจำนวนมาก ซึ่งเป็นการอพยพแบบ &ldquo;เทครัว&rdquo; เป็นการอพยพมาทั้งโครงสร้างของเมือง ของสังคม ประกอบด้วยเจ้าฟ้า มเหสี บุตรธิดา ครูบาหลวงเมืองและพระสงฆ์รวมไปถึงขุนนาง ไพร่พล อพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนา ผู้คนส่วนใหญ่พระเจ้ากาวิละมอบหมายให้เจ้าคำฟั่น นำไปตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน ซึ่งในขณะนั้นมีผู้คนเบาบาง โดยเจ้าฟ้าเมืองยอง เครือญาติ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ให้ตั้งถิ่นฐานที่ฝั่งตะวันออกของกำแพงเมืองลำพูน ส่วนไพร่พลให้ผู้นำท้องถิ่นพาไปตั้งถิ่นตามที่ราบแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำลี้ ต่อมาเมื่อจำนวนผู้คนเพิ่มขึ้นกลุ่มคนยองได้ขยาย กระจายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองลำพูน ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ โดยเฉพาะด้านตะวันออกและด้านใต้ของตัวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 คนยองหลายกลุ่มได้อพยพข้ามไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และคนยองได้ผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมกับคนเมือง(คนยวนโยนก) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประชากร &rdquo;คนยอง&rdquo; มากกว่า 85 % เป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดลำพูน</p><p>ศิลปวัฒนธรรม จารีต ความเชื่อ วิถีชีวิตของ &rdquo;คนยอง&rdquo; มีการผสม ผสาน แลก รับ ปรับ เปลี่ยน กับกลุ่มคนต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกัน และมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ร่วมกันในยุคสมัยต่าง ๆ ในดินแดนล้านนาไม่น้อยกว่า 200 ปี เช่น คนเมือง (ยวนโยนก) คนเขิน (ขึน) คนลื้อ คนลัวะ คนม่าน(พม่า) คนเงี้ยว (ไทใหญ่) รวมถึงคนจีน คนบนพื้นที่สูงกลุ่มต่าง ๆ รวมไปถึงคนไทยที่มาจากภาคกลาง จนไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นอัตลักษณ์หรือลักษณะแยกที่ออกมาอย่างชัดเจนในทางสังคมและวัฒนธรรมทั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การเมือง การปกครอง โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2444) &ldquo;ฅนเมืองยอง&rdquo; ได้ถูกนับเป็นคนในบังคับสยาม ระบบการศึกษาที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พระพุทธศักราช 2464 ส่วนปัจจัยภายในของคนยองคือการปรับตัวเองจากความสัมพันธ์ เชิงอำนาจราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะการเข้ามาของระบบการศึกษาภาคบังคับของรัฐบาลกลางอย่างไรก็ตามภาษา อักษรธรรม การแต่งกายตามเทศกาลหรือพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม ยังมองเห็นถึงรากเหง้า พัฒนาการของอัตลักษณ์ สามารถแยกแยะ เห็นความแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นได้ในรายละเอียด</p><p>ในบทความนี้ &ldquo;คนยอง&rdquo; ในดินแดนล้านนาที่ผ่านมา 200<strong></strong>กว่าปี มีการผสมผสานและพัฒนาการร่วมกันทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของ กับคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะคนลื้อ คนเมือง (ยวนโยนก) คนเขิน (ขึน) อัตลักษณ์ของ &ldquo;คนยอง&rdquo; จึงกล่าวถึงในความหมายของบริบทและการผสมผสานกับคนกลุ่มอื่นด้วย ยกเว้นในเรื่องสำเนียง &ldquo;ภาษายอง&rdquo;</p><hr><p><a name=\"_msocom_1\"></a></p><p></p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e0571d850c.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=HNEqWVTJHzw2JX2ib2inKg=="],
    [43,172,"ออสโตรเอเชียติก","เยอ","กวินวัฒน์ หิรัญบูรณะ","<p>ชาติพันธุ์เยอเป็นชนกลุ่มน้อยสาขาหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์กวย กุย หรือส่วย นิยมเรียกชื่อตนเองว่า <strong>&ldquo;กูยเยอ (</strong><strong>Kui Nyeu)&rdquo; </strong>คนอื่นเรียกชาติพันธุ์กลุ่มนี้ว่า <strong>&ldquo;เยอ&rdquo; หรือ &ldquo;กูยเยอ&rdquo; </strong>เช่นกัน</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์กูยเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลมอญ - เขมร ที่ปัจจุบันทางการลาวเรียกว่าลาวเทิง ซึ่งแบ่งสาขาแยกย่อยไปหลายกลุ่ม ในไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์บรู กลุ่มชาติพันธุ์โส้ กลุ่มชาติพันธุ์ซุย (กูย) สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์เยอถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์กูย กลุ่มชาติพันธุ์เยอเป็นกลุ่มชนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน มีการเดินทางและย้ายถิ่นฐานหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากประสบปัญหาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง ภัยธรรมชาติ โรคระบาด และการแสวงหาที่ทำกิน จากประวัติศาสตร์ช่วง 3,000 ปีก่อนหน้า กลุ่มชาติพันธุ์เยอเคยอาศัยอยู่บริเวณทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ต่อมาอพยพมายังทิศใต้ของประเทศพม่า ภาคใต้ของของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 กลุ่มชาติพันธุ์กูยเคยมีสถานะเป็นรัฐอิสระ มีอาณาจักรเป็นของตนเองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง อาณาจักรอยู่บริเวณจังหวัดกำปงธมของประเทศกัมพูชา ต่อมาเมื่อเขมรเข้ายึดอาณาจักรกลุ่มชาติพันธุ์กูย ชาวกูยจึงอพยพมายังภาคใต้ของของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวกูยอาศัยอยู่ในประเทศลาวอย่าสงบ สำหรับการย้ายถิ่นฐานครั้งสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเกิดขึ้นเมื่อรัชสมัยของเจ้าศรีสมุทรพุทธางกูร พระเจ้าแผ่นดินผู้ปกครองนครจำปาศักดิ์ ชาวเยอถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานอย่างกดขี่ ตลอดจนเกิดภัยพิบัติและโรคระบาดในประเทศลาว ชาวกูยจึงต้องอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งตะวันตกในแถบเทือกเขาดงรัก และในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ และมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษส่วนชาวเยออีกกลุ่มที่มาจากจากเมืองคงซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของหลวงพระบาง ชาวเยอกลุ่มนี้ล่องเรือลงมาตามแม่น้ำโขงเข้าสู่ปากแม่น้ำมูล เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน เรื่อยมาจนถึงปากห้วยสำราญ เขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ชาวเยอได้ตั้งถิ่นฐานปะปนอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและลาว ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์เยอเกือบทั้งหมดตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม</p><p>ชาติพันธุ์เยอนั้นมีเอกลักษณ์ทางด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่เฉพาะของตนเอง อาทิ การมีความรักสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการทำศพ เป็นต้น แต่เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์เยอได้เข้ามาอยู่อาศัยในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์พื้นถิ่นอื่น ๆ อาทิ ลาว เขมร ส่วย เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์เยอเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยรอบ เช่น ภาษาเยอที่ใช้สนทนาในชุมชมชาวเยอแต่เดิมมีความจำกัดด้านคำศัพท์จึงได้ถูกผสมด้วยภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาไทยกลาง</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b566be14d59.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=QzQcDELjtMOSJhIErZaS5w=="],
    [44,201,"-","ละว้า (ว้า)","วิศรุต แสนคำ","<p>กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;ละว้า&rdquo; ในประเทศไทยมักเรียกแทนตนเองว่า &ldquo;ละว้า&rdquo; และ &ldquo;ลัวะ&rdquo; ไม่นิยมเรียกแทนตนเองว่า &ldquo;ว้า&rdquo; เพราะมักจะถูกเข้าใจว่าเป็น &ldquo;ว้าแดง&rdquo; ซึ่งถูกมองจากรัฐและสื่อไทยว่าเป็นสาเหตุสำคัญของยาเสพติดแพร่กระจายอยู่ในประเทศไทย การก่อตั้ง &ldquo;สมาคมลัวะแห่งประเทศไทย&rdquo; ของชาวละว้า ได้ใช้ชื่อกลางว่า &ldquo;ลัวะ&rdquo; ในขณะที่ในเชิงปฏิบัติการทางสังคมและพื้นที่การสื่อสารออนไลน์นั้น มักใช้สลับไปมาทั้งลัวะ และละว้า และเมื่อปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายชาวว้าในจีนและเมียนมา จะใช้ชื่อว้า ดังนั้น ชื่อเรียกของชาวละว้าในประเทศไทยจึงมีความลื่นไหล ตามการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับแต่ละกลุ่ม ในงานชิ้นนี้จะใช้ชื่อเรียก &ldquo;ละว้า&rdquo; และ &ldquo;ว้า&rdquo; สลับกันไป</p><p>กลุ่มของชาวว้ามีถิ่นฐานจะกระจายตัวอยู่ในบริเวณพื้นที่ชายแดนประเทศจีน-เมียนมา &ldquo;พื้นที่ชาวว้า&rdquo; (The Wa land) หรือ &ldquo;Wa region&rdquo; ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองมัณฑะเลย์และเมืองล่าเสี้ยวด้านทิศเหนือของเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ในช่วงอาณานิคมพื้นที่ของชาวว้าไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ภายหลังอาณานิคม เมื่อมีการสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาภายใต้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่ชายแดน ชาวว้าได้ส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อพูดคุยเพื่อแสดงถึงความอิสระของกลุ่มชาติพันธุ์ว้า ในช่วงสงครามเย็นหลายองค์กรพยายามเข้ามาจัดการและมีอำนาจเหนือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดน กระทั่งการเข้ามาของกองทหารจีนคณะชาติและพรรคคอมมิวนิสต์พม่า<a title=\"\" href=\"https://sac2016-my.sharepoint.com/personal/siraporn_p_sac_or_th/Documents/SAC/2565/4.%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C/3%20%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/20221013-%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202565.docx#_ftn1\" name=\"_ftnref1\">[1]</a> เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของชาวว้าเข้ามายังประเทศไทย การอพยพแบ่งออกเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณช่วง พ.ศ. 2503-2523 โดยสัมพันธ์กับบริบทในช่วงสงครามเย็นและนโยบายของรัฐไทยที่มีการใช้กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ในฐานะรัฐกันชน และระลอกที่สองนั้นเกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2542 มีการอพยพผู้คนกว่า 120,000 คนมายังบริเวณพื้นที่ชายแดนประเทศไทย-เมียนมา จนทำให้เกิดการเดินทางข้ามแดนเข้ามายังประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันในประเทศไทย พบว่ามีชาวว้าอาศัยอยู่มากในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และนครปฐม</p><p>ชาวว้ามีการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์จากการรวมกลุ่มกันทางสังคมในรูปแบบของสมาคมมีการทำงานหลักในสองประการ คือ หนึ่งกระบวนการสร้างความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันระหว่างชาวว้าแต่ละหมู่บ้าน เช่น การบอกเล่าประวัติศาสตร์ การสอนภาษาว้า การเข้าโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ การใช้สื่อและพื้นที่ออนไลน์สร้างสำนึกชาติพันธุ์ และสองการนำเสนอตัวตนใหม่ ผ่านการจัดงานประเพณีประดิษฐ์ที่ชาวว้าในไทยจัดขึ้น และงานประเพณีที่กลุ่มชาติพันธุ์ว้าไปเข้าร่วมทั้งสองกิจกรรมเป็นไปเพื่อการนำเสนออัตลักษณ์ร่วมของตนเองให้กับคนนอกยอมรับ ซึ่งตัวตนใหม่ที่ว่านั้นคือการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าหรือลัวะที่หมายถึงการเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกยอมรับจากสังคมไทยในฐานะกลุ่มชนพื้นเมือง</p><p></p><hr><p><a title=\"\" href=\"https://sac2016-my.sharepoint.com/personal/siraporn_p_sac_or_th/Documents/SAC/2565/4.%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C/3%20%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/20221013-%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202565.docx#_ftnref1\" name=\"_ftn1\">[1]</a> ผู้ศึกษาใช้คำว่าพรรคคอมมิวนิสต์พม่าตามชื่ออย่างเป็นทางการของพรรคนี้ในภาษาอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า <br>Communist Party of Burma : CPB</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/6344da69b4378.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=PDxrmzfsesIOd4/avC4bLw=="],
    [45,199,"ออสโตรเอเชียติก","ลัวะ (มัล, ปรัย)","-","-","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e061fa1b6b.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=wnur4ZZsUR9F4YM+i4guMA=="],
    [46,202,"ออสโตรเอเชียติก","ลัวะ (ละเวือะ)","ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร, สุวิภา จำปาวัลย์","<p>ในอดีตการเรียกชื่อ &ldquo;ลัวะ&rdquo; นั้นเป็นชื่อที่กลุมคนท้องถิ่นเรียกคนที่อาศัยอยู่ในป่าในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เป็นเชิงการเรียกแบบเหมารวม อย่างไรก็ตามหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ยอมรับได้เงื่อนไขการเรียกชื่อ &ldquo;ลัวะ&rdquo; ทั้งที่ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อเรียกของตนเอง อีกทั้งเมื่อหน่วยงานรัฐมีการสำรวจกลุ่มบนพื้นที่สูง ชื่อของลัวะ จึงมีจำนวนมาก และกระจัดกระจายในหลายถิ่นที่ และหลายกลุ่ม หลายพื้นที่มีระบบสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การยอมรับยอมรับคำว่า &ldquo;ลัวะ&rdquo; เพื่อมาใช้แทนชื่อเรียกตนเองก่อให้เกิดความสับสนทั้งในเชิงของการให้นิยามและการนับจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ ลัวะในแต่ละบริบทพื้นที่ต่างก็มีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกตัวเองที่แตกต่างกันทั้งในมิติสำเนียงภาษา รวมทั้งมิติการสร้างตัวตนและให้นิยามความหมายใหม่ ส่งผลให้การ &ldquo;เรียกชื่อ&rdquo; ของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ลัวะ ในแต่ละชุมชนแตกต่างกันออกไป</p><p>ชนชาติลัวะกระจายตัวอยู่ใน 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย (บุญช่วย, 2506, น.138) ในพงศาวดาร เล่าว่า ในลวรัฐ ก่อนขอมเข้ามามีอำนาจ สมัยพระนางจามเทวี เคยทำสงครามกับชาวลัวะ ปฐมพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน กล่าวว่ามีชาวลัวะอยู่บริเวณดอยตุง และตำนานพระธาตุภาคเหนือ กล่าวถึง ชนชาติลัวะก่อนชนชาติไทยและขอม พงศาวดารเชียงตุง เขียนว่าคนทั้งหลายออกมาจากน้ำเต้าใบเดียวกัน ลัวะ ออกมาเป็นกลุ่มแรก กะเหรี่ยงออกมาเป็นกลุ่มที่สอง ต่อมาเป็นคนไทย (บุญช่วย 2506, น.138-139) อาณาจักรของลัวะ จึงครอบคลุมบริเวณแหลมสุวรรณภูมิ และเขตมณฑลยูนนานตอนใต้ เมื่อถูกขอม เขมร ไทย ลาว จาม และเวียดนามรุกรานก็พากันแตกพ่ายไปอยู่ตามป่าเขาห่างไกล (บุญช่วย 2506, น.141) ลัวะจึงถือเป็นชนกลุ่มดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ อาณาจักรลัวะ ถึงกาลล่มสลายประมาณปี พ.ศ. 1200 ในสมัยของขุนหลวงวิรังคะ ผู้นำคนสุดท้ายของชาวลัวะ ปัจจุบันพบชาวลัวะในจังหวัด คือ ลำปาง อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน และแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านลัวะที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ชนเผ่าลัวะอาศัยอยู่ใน 9 จังหวัด 21 อำเภอ 71 หมู่บ้าน จำนวน 3,322 หลังคาเรือน ประชากรรวม 17,637 คน (ทำเนียบชุมชนฯ, 2540, น.50)</p><p>ชาวลัวะในประเทศไทยมีวิถีการดำรงชีพที่ให้ความสำคัญกับระบบความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์และการมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข อาจกล่าวได้ว่าประเพณีการเลี้ยงผีของชาวลัวะมีมากที่สุดในกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดในประเทศไทย โดยลัวะในแถบเชียงใหม่ -แม่ฮ่องสอนจะเลี้ยงผีและสืบทอดตระกูลททางฝ่ายพ่อ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในจังหวัดน่าน สืบผีทางตระกูลทางฝ่ายแม่ พิธีเลี้ยงผีที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ แบ่งตามระดับของผีที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเป็น 3 ระดับ คือ หนึ่ง การเลี้ยงผีในระดับครอบครัว เป็นการเลี้ยงผีเรือนเพื่อปกป้องคุ้มครองลูกหลาน สอง การเลี้ยงผีในระดับตระกูลหรือการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ในพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน้าที่ของ &ldquo;สะมาง&rdquo; หรือตระกูลขุนเป็นผู้นำในการเลี้ยงผี และสาม การเลี้ยงผีในระดับหมู่บ้าน เพื่อปกป้องดูแลหมู่บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม การเลี้ยงผี จึงเปรียบเสมือนหลักปฏิบัติในการดำเนินวิถีชีวิตของชาวลัวะ ถือเป็นแบบแผนและจารีตในการปกครองบ้านและชุมชน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e065b15be2.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=Prwk70exLeJPfSjkGbJ0Ng=="],
    [47,203,"ไท","ลาวครั่ง","-","<p>&ldquo;ลาวครั่ง&rdquo; เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกแทนตนเอง แต่เดิมเรียกตนเองว่า &ldquo;ลาวขี้คั่ง&rdquo; ต่อมาได้ลดคำว่า ขี้ และเพิ่มตัวควบกล้ำ ร ที่คำว่า คั่ง เป็น &ldquo;ครั่ง&rdquo; เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาไทยคำว่าครั่ง หมายถึง แมลงครั่ง เป็นแมลงที่ชาวท้องถิ่นลุ่มน้ำโขงและชาวตระกูลไท นิยมนำรังของแมลงครั่งมาย้อมด้ายย้อมไหม บางพื้นที่พบว่ามีชาวบ้านพูดสำเนียงเช่นเดียวกับชาวลาวครั่ง เรียกตนเองว่า &ldquo;ลาวเวียงจันทร์&rdquo; สำหรับภาษาราชการเรียกชนกลุ่มนี้ว่า &ldquo;ลาวครั่ง&rdquo; โดยมีข้อสันนิษฐานว่าชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อาจมีที่มาสามประการ กล่าวคือ ประการแรก บรรพบุรุษของชนกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ที่ภูคัง จึงได้ชื่อว่า ลาวคัง ประการที่สอง กลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็นเชลยศึกทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงครั่ง เพื่อส่งส่วยให้คลังหลวงของสยาม จึงได้รับชื่อว่าลาวขี้คั่งและลาวครั่ง ประการที่สามอาจมาจากคำว่า ลาวค้าง เพราะเป็นกลุ่มชนที่สยามต้อนเข้ามาและไม่ได้เดินทางกลับสู่ประเทศลาว จากนั้นทุกชื่อได้ถูกกร่อนเสียงเป็นคำว่า ลาวครั่ง ทั้งนี้กลุ่มชาติพันธุ์พอใจที่จะถูกเรียกว่าลาวครั่ง มากกว่าชื่อลาวขี้คั่งหรือชื่ออื่น</p><p>ชาวลาวครั่ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาอยู่ในตระกูลภาษาไท (Tai Language Family) อาศัยอยู่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวลาวครั่งแต่เดิมอาศัยอยู่ในประเทศลาว มีวัฒนธรรมพื้นฐานด้านภาษาและวัฒนธรรมอื่น ๆ ใกล้เคียงกับวัฒนธรรมลาวในแผ่นดินประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) มีประวัติอพยพเข้ามาดำรงชีวิตเป็นประชากรของอาณาจักรสยามเมื่อต้นรัตนโกสินทร์ เพราะเหตุของการสงครามระหว่างสยามและลาว ประกอบกับเป็นช่วงที่กองทัพสยามได้กวาดต้อนเชลยศึกชาวลาวหลายกลุ่มเข้ามาอยู่ในแผ่นดินสยาม ชาวลาวเข้ามาเป็นเชลยศึกโดยถูก &ldquo;เทครัว&rdquo; คือการกวาดต้อนผู้คนในชุมชนมาทั้งหมดทุกคน โดยขณะที่อพยพด้วยความยากลำบากจากการเดินทาง มีชาวลาวล้มตายไปจำนวนมาก และเหลือรอดเพียงจำนวนหนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน โดยหากไม่จำแนกเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่จำแนกจากผู้ที่พูดภาษาลาวครั่งเพียงเท่านั้น ในปัจจุบันพบว่ามีชาวลาวครั่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย จำนวนประมาณ 90,000 คน อาศัยกระจายอยู่ในจังหวัดเลย นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์</p><p>ชาวลาวครั่งมีแกนหลักทางวัฒนธรรมอันเป็นที่สังเกตได้ คือภาษาลาวครั่ง มีลักษณะพิเศษทางด้านเสียงวรรณยุกต์แตกต่างจากภาษาลาวถิ่นอื่น ๆ ภาษาลาวครั่งในปัจจุบันได้นำเอาศัพท์ภาษาไทยภาคกลางร่วมใช้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาศัยใกล้เมืองหลวง ต่างกับกลุ่มที่ห่างไกลเมืองหลวงที่ยังมีความเข้มข้นทางภาษามากกว่า ผ้าทอพื้นของชาวลาวครั่งถือเป็นศิลปะบนผืนผ้าที่งดงามและทรงคุณค่า รวมถึงมีมูลค่าสูง นิยมใช้สีแดง หรือสีเหลือบแดง เพื่อสอดรับกับนิยามและคำเรียกขานว่า ครั่ง อันเป็นวัตถุธรรมชาติท้องถิ่นที่นำมาย้อมด้ายหรือไหมให้เป็นสีแดง ปัจจุบันความเข้มข้นทางภาษาและวัฒนธรรมมีแนวโน้มที่จะลดน้อยเบาบางลง เนื่องจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ การงานอาชีพ ประกอบกับสภาพสังคมแวดล้อมที่เคยสอดรับกับวิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e06c084fed.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=ExMg3KM1G+PcynhwHqXbxQ=="],
    [48,204,"ไท","ลาวแง้ว","-","-","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e073925bc4.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=4zFraN0j2oZamG9bOlqzYQ=="],
    [49,205,"ไท","ลาวเวียง","-","<p>&ldquo;ลาวเวียง&rdquo; เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง เนื่องจากชนกลุ่มนี้เป็นชาวลาวมีการย้ายถิ่นฐานจากเมืองเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงเรียกตัวเองว่าลาวเวียง หรือลาวกลาง อันหมายถึงถิ่นที่จากมานั่นคือเมืองเวียงจันทน์ ขณะเดียวกันด้วยสำเสียงของชาวลาวเวียงมักจะลงท้ายด้วยคำว่า ตี้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือลาวตี้ และเมื่อลูกหลานชาวลาวเวียงอาศัยอยู่ในประเทศไทยจนเป็นส่วนหนึ่งของรับชาติ มีความเป็นชาวไทย ไม่ใช่ชาวลาวเช่นบรรพบุรุษรุ่นแรก จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ไทยเวียง บริบทของสังคมสมัยใหม่ ส่งผลให้การเรียกชื่อเปลี่ยนแปลงไปยึดโยงกับถิ่นที่อยู่ในปัจจุบันมากขึ้น จึงเกิดชื่อของพื้นที่ต่อท้ายชื่อเรียกตนเอง เช่น ลาวเวียงโคราช ลาวเวียงมหาสารคาม</p><p>ลาวเวียง เคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และมีการโยกย้ายครั้งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากการก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ ใน พ.ศ. 2369 เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลงและกรุงเทพฯ ได้รับชัยชนะ จึงนำผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์และหัวเมืองลาวใกล้เคียงกลับมามากที่สุด ชาวลาวที่ย้ายถิ่นเข้ามา ถูกส่งไปยังเมืองต่าง ๆ ในเขตหัวเมืองชั้นใน ในพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเหมือนกับบ้านเกิด โดยอยู่รวมกลุ่มกับชาวลาวที่มาอยู่ก่อน เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล อีกทั้งหัวเมืองเหล่านี้ยังอยู่ไกลจากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม ทำให้การหลบหนีเป็นไปด้วยความยากลำบาก นอกจากนี้หัวเมืองชั้นในยังเป็นเมืองหน้าด่าน ดังนั้น เมื่อข้าศึกยกทัพมากลุ่มชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ข้าศึกเข้าถึงราชธานีได้อย่างรวดเร็ว พื้นที่หลักที่มีความหนาแน่นของกลุ่มลาวเวียง คือ บริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยกระจายอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรีและราชบุรี ต่อมามีชาวลาวบางส่วนเคลื่อนย้ายตามมาภายหลัง และตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายออกไปในจังหวัดกาญจนบุรี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม</p><p>ชาวลาวเวียงมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตนเองที่สำคัญคือความเชื่อในพุทธศาสนาและเรื่องเหนือธรรมชาติควบคู่กัน อาจพบทั้งสองความเชื่อปรากฏร่วมกันในบางประเพณีพิธีกรรม อัตลักษณ์สำคัญของชาวลาวเวียงคือ &ldquo;ผ้าซิ่นตีนจก&rdquo; นับเป็นงานหัตถกรรมที่มีความโดดเด่น ทั้งทักษะ ลวดลายและความหมายที่ได้ถักทอลงบนผืนผ้า ประกอบกับความนิยมใช้สีแดง ส่งผลให้ผ้าซิ่นมีความโดดเด่นและทรงคุณค่า และมีมูลค่าสูง ชุมชนลาวเวียงหลายชุมชนที่ยังคงมีองค์ความรู้เหล่านี้พยายามรักษาอัตลักษณ์โดยการจัดตั้งกลุ่มทอผ้า พัฒนาลวดลาย เทคนิค และทักษะการทอผ้าสืบต่อจากคนรุ่นเก่า รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลากหลายกลุ่มที่เข้ามาสืบทอดอัตลักษณ์ผ้าทอตีนจกของชาวลาวเวียง ซึ่งนอกจากสืบทอดคุรค่ามรดกภูมิปัญญาของบรพบุรุษแล้วยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e07abdfa3c.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=MpZK/1wUs+/flDzf9W4+bA=="],
    [50,206,"จีน-ธิเบต","ลาหู่","ปนัดดา บุณยสาระนัย","<p><strong>&ldquo;ลาหู่&rdquo; </strong>เป็นชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน บางพื้นที่อาจเรียกว่า ลาฮู ลาฟู ฯลฯ ส่วนชื่อที่คนกลุ่มอื่นมักใช้เรียกคือ เมอเซอ มูเซ มกโซ หลอเหย ล่อเฮ ข่าเลาะ ฯลฯ ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกว่า<strong> &ldquo;มูเซอ&rdquo;</strong> แปลว่า พรานป่า สันนิษฐานว่าเป็นคำภาษาไทใหญ่ที่ยืมมาจากภาษาพม่า เนื่องจากชาวพม่ามักออกเสียงเรียกนายพรานว่า มกโซ หรือ มูเซ คนไทใหญ่ที่เรียกชนกลุ่มนี้ตามคนพม่าจะออกเสียงว่า มูเซอ ใกล้เคียงกับชาวโลโลในมณฑลยูนนานที่เรียก มูซู หรือ มุสซู และคนไทยในภาคเหนือรู้จักชนกลุ่มนี้ในชื่อ มูเซอ เช่นกัน</p><p>ชาวลาหู่มีเชื้อสายมาจากชาวโลโล แต่เดิมตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ ต่อมาคนไทใหญ่และจีนได้เข้าครอบครองพื้นที่ ชาวลาหู่จึงอพยพลงมาทางมณฑลยูนนานบริเวณแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำโขง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน เมียนมาร์ ไทย ลาว เวียดนาม รวมทั้งอพยพไปยังประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ สถานภาพของชาวลาหู่ในแต่ละพื้นที่จึงแตกต่างกันออกไป กล่าวคือ ประเทศจีนมีประชากรชาวลาหู่จำนวนมากอยู่ในเขตปกครองตนเองหลานชาง มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดการตนเองภายใต้กำกับของรัฐ ในขณะที่ชาวลาหู่ในประเทศไทย เมียนมาร์ สปป.ลาว และเวียดนาม มีสถานะเป็นเพียงกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในประเทศนั้น ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบชาวลาหู่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ ลาหู่แดง ตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดนจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และ เพชรบูรณ์ จำนวน 800 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่มักอาศัยปะปนกับชาติพันธุ์อื่น</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม เช่น ลาหู่นะ (ดำ) ลาหู่ญี (แดง) ลาหู่ชี (เหลือง) ลาหู่ขาว ลาหู่เฌเล ลาหู่บาหลา ลาหู่บาเกียว ฯลฯ ซึ่งมีภาษา เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมประเพณี ที่แตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ชาวลาหู่ในแต่ละพื้นที่ล้วนมีประวัติศาสตร์ความทรงจำร่วมกันเกี่ยวกับตำนานการกำเนิดชาติพันธุ์ลาหู่ ตำนานความเชื่อที่สะท้อนอยู่ในประเพณี พิธีกรรม และแบบแผนปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ทำให้สามารถสืบทอดสำนึกความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมแวดล้อมที่แตกต่างกันก็ตามสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่ทำให้ชาวลาหู่ในแต่ละประเทศต้องปรับตัวในการดำรงชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของแต่ละประเทศ จึงไม่พบอัตลักษณ์ในด้าน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สภาพหมู่บ้าน ภาษา วัฒนธรรมประเพณี ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์ลาหู่ได้อย่างชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวลาหู่ในแต่ละกลุ่มที่มีทั้งการนับถือแบบแผนวัฒนธรรมตามความเชื่อดั้งเดิม หรือเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ทว่า ชาวลาหู่ยังคงมีความทรงจำทางสังคม มีวิถีความเชื่อ และสำนึกทางชาติพันธุ์ความเป็นลาหู่ร่วมกัน</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e083fdf303.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=AB/PFYmtrZ8bvv6mFp8uCQ=="],
    [51,207,"จีน-ธิเบต","ลีซู","อะมีมะ แซ่จู","<p>&ldquo;ลีซู&rdquo; (Lisu) เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คนป่า นอกจากนี้ยังหมายถึง จารีตประเพณี แปลโดยรวมแล้วหมายถึง กลุ่มคนที่มีประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง บุคคลอื่นจะเรียกชื่อชาวลีซูแตกต่างออกไปตามพื้นที่อาศัย เช่น ในประเทศจีนจะเรียกว่า Liso, Lisaw, Lis-hsaw หรือ Li-shaw สำหรับชาวลีซูที่อาศัยอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำสาละวิน จะเรียกว่า Lu-tzu แปลว่า ผู้ชายสาละวิน หรือ Yeh-jen แปลว่า คนป่า ชาวคะฉิ่นจะเรียกว่า &ldquo;ยอยิน&rdquo; (Yawyin), Yaw-yen, และ Yaoyen ส่วนกลุ่มคนที่พูดภาษาไตและคนที่อาศัยอยู่เหนือของประเทศไทยเรียกชื่อชาติพันธุ์ลีซูตามคนจีน คือ Lisaw, หรือ Li-shaw</p><p>เดิมชาวลีซูอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน มีการย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงจากกลุ่มผู้มีอำนาจ ข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ต้นกำเนิดของชาวลีซูน่าจะมาจากเทือกเขาหิมาลัยทางทิศตะวันออกของธิเบต และกระจายออกไปทางทิศตะวันออกของชายแดนยูนนาน - เสฉวน อพยพไปจนถึงเมืองติงโฉ่ว ทางตอนเหนือของคุนหมิง จนถึงเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า จากนั้นได้มีการอพยพลงมาทางตอนใต้สู่จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตง และจังหวัดเชียงราย เส้นทางการอพยพเข้ามาในประเทศไทยมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของเส้นทางการอพยพเส้นทางแรก ลีซูอพยพเข้ามาในอำเภอฝาง ประมาณ พ.ศ. 2488 เส้นทางที่สอง ระบุว่า ชาวลีซูอพยพเข้ามาในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. 2464 นำโดยสี่ครอบครัวแรกซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหรือผู้ค้นพบหมู่บ้านดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์ลีซูกระจายตัวในประเทศไทย โดยอาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน และบางส่วนกระจายตัวอยู่ในจังหวัดพะเยา ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และสุโขทัย นอกจากนี้ปัจจุบันชาติพันธุ์ลีซูมีประชากรทั้งหมดประมาณหนึ่งล้านกว่าคน อาศัยกระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ โดยอาศัยในประเทศจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นประเทศพม่า ประเทศไทย และประเทศอินเดียตามลำดับ</p><p>ลีซู ถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่โดดเด่นโดยเฉพาะการสร้างความบันเทิงและความร่าเริงที่แสดงออกมาในการเต้นรำแบบดั้งเดิมในเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการร้องเพลงโต้ตอบที่มีลักษณะเฉพาะ การร้องเพลงลักษณะนี้เป็นการร้องเพลงที่ผู้ชายและผู้หญิงจะต้องมีความสามารถในการแต่งเพลงและโต้ตอบในสถานการณ์ต่าง ๆ บทเพลงสำหรับร้องเพลงโต้ตอบไม่ได้มีเนื้อหาที่ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับว่าคู่ที่โต้ตอบด้วยนั้นจะส่งให้กันอย่างไร อาจเรียกว่าเป็นการโต้วาทีด้วยการร้องเพลง นอกจากนี้ ชาวลีซูยังมีอัตลักษณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและความรับรู้ถึงการมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติผ่านระบบการเรียกชื่อและการสืบเชื้อสายเครือญาติ</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e08a233de3.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=xXnjAor+b5ub+Do/5IHh/w=="],
    [52,208,"ออสโตรเนเชียน","เวียด","ศิวกร ราชชมภู","<p>ชาติพันธุ์เวียด หรือชาวเวียดนามในประเทศไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สืบเสื้อสายมาจากชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงของประเทศจีนก่อนจะอพยพมายังแหลมอินโดจีนบริเวณลุ่มแม่น้ำแดงทางฝั่งทะเลจีนเมื่อประมาณ พ.ศ. 800 ในประเทศไทยมีการใช้ชื่อเรียกชาวเวียดนามแตกต่างกันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่อพยพเข้ามายังประเทศไทย อาทิ &ldquo;ญวนเก่า&rdquo; คือ ชาวเวียดนามที่เข้ามาในประเทศไทยช่วง พ.ศ. 2474 &ldquo;ญวนสวามิภักดิ์&rdquo; คือ ชาวเวียดนามที่หนีฝรั่งเศสเข้ามาในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับสัญชาติไทย &ldquo;ญวนอพยพ&rdquo; คือ ชาวเวียดนามกลุ่มใหญ่ที่สุดที่อพยพเข้ามาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ได้ปรากฏคำเรียกชาวเวียดนามว่า &ldquo;แกว&rdquo; ซึ่งแฝงไปด้วยอคติทางชาติพันธุ์และนิยมเรียกกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ชาวเวียดนามจะมีคำเรียกตนเองว่า &ldquo;เหวียตเกี่ยว&rdquo; คำดังกล่าวใช้เรียกชาวเวียดนามอพยพหรือชาวเวียดนามโพ้นทะเล รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย &ldquo;เหวียตกู๋&rdquo; หรือชาวเวียดนามเก่า และ &ldquo;ชาวเหวียตเหมย&rdquo; ที่เป็นชาวเวียดนามอพยพปัจจุบันนิยมเรียกชาวเวียดนามว่า &ldquo;ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม&rdquo; ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการดูหมิ่นหรือดูแคลนทางชาติพันธุ์</p><p>ชาวเวียดนามกลุ่มแรกสันนิษฐานว่าเข้ามาในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา และเรื่อยมาจนถึงก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เงื่อนไขสำคัญที่ชาวเวียดนามกลุ่มแรกตัดสินใจอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นเพราะต้องการลี้ภัยสงครามและการกดขี่ทางศาสนา ขณะเดียวกันมีบางกลุ่มถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยสงคราม ชาวเวียดนามกลุ่มแรกส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคกลาง และมีบางส่วนอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับแม่น้ำโขง หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดและฝรั่งเศสกลับเข้ามามีอิทธิพลเหนืออินโดจีนอีกครั้ง ได้มีการอพยพครั้งใหญ่ราว 4 - 5 หมื่นคน ชาวเวียดนามกลุ่มนี้หนีการกวาดล้างของฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ &ldquo;วันท่าแขกแตก&rdquo; ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะนั้นรัฐบาลไทยมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อชาวเวียดนามอพยพเป็นอย่างมาก แต่หลังจาก พ.ศ. 2490 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายจำกัดพื้นที่และบีบคั้นชาวเวียดนามอพยพอย่างรุนแรง ความเข้มงวดที่รัฐไทยมีต่อชาวเวียดนามเริ่มคลี่คลายลงในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทำให้ชาวเวียดนามอพยพในประเทศไทยทั้งหมดได้รับสัญชาติโดยปราศจากเงื่อนไข</p><p>ชาวเวียดนามในประเทศไทยยังคงดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนและมีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ให้เข้ากับวิถีชีวิตของท้องถิ่น แม้ว่าช่วงหนึ่งอัตลักษณ์บางอย่างจะขาดหายไปและไม่อาจส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังได้จากการถูกจับตาโดยรัฐ แต่ในปัจจุบัน ชาวเวียดนามสามารถแสดงอัตลักษณ์ได้อย่างเปิดเผยและมีชาวเวียดนามจำนวนไม่น้อยเข้ามามีบทบาทในท้องถิ่นมากขึ้น ปัจจุบัน มีชุมชนชาวเวียดนามกระจายตัวอยู่เกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี หนองคาย อุดรธานี และสกลนคร นอกจากนี้ ยังมีบางกลุ่มอาศัยอยู่ที่ภาคใต้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพัทลุง ที่ภาคกลางโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร นครนายก และมีบางส่วนอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b56967b78d6.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=SCzGApvER5gcZ5nC4gcHpw=="],
    [53,209,"ไท","แสก","ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี","<p><strong>&ldquo;แสก&rdquo;</strong> หรือ <strong>&ldquo;แทรก (ถะ-แหรก)&rdquo; </strong>เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกแทนตนเอง<strong></strong>คนอื่นจะเรียกว่า <strong>&ldquo;ไทแสก&rdquo; </strong>หรือ <strong>&ldquo;แสก&rdquo; </strong>ชาติพันธุ์แสกจัดอยู่ในตระกูลพูดภาษาไท-กะได (Tai-Kadai Language Family) อาศัยอยู่กระจัดกระจายหนาแน่นในพื้นที่จังหวัดนครพนมโดยเฉพาะที่บ้านไผ่ล้อม บ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม และที่บ้านดอนสมอ ตำบลท่าบ่อสงคราม อำเภอศรีสงคราม บ้านบะหว้า ตำบลบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า รวมทั้งที่บ้านโพธิ์คำ แขวงคําม่วน เมืองท่าแขก ประเทศลาว สำหรับชุมชนบ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม อาจกล่าวได้ว่าเป็นชุมชนแสกขนาดใหญ่อันดับต้นๆของประเทศไทย โดยตั้งเรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง กำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 3 โดยได้โปรดเกล้าฯ ยกฐานะกองอาทมาตที่ทำหน้าที่คอยลาดตระเวนชายแดนซึ่งอยู่ที่บ้านหายโศกขึ้นเป็นเมืองอาทมาตในปี พ.ศ. 2381 โดยให้หัวหน้ากองอาทมาตเป็นเจ้าเมืองปกครอง ก่อนจะลดระดับและเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลอาษามารถ (อาจสามารถ) ตั้งแต่ พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา สำหรับพัฒนาการของบ้านอาจสามารถนั้น ได้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบริบททั้งระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาตามลำดับ ตั้งแต่ช่วงสงครามอินโดจีน สงครามเย็น สงครามเวียดนามและการความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการเมือง การแพร่กระจายของภัยคอมมิวนิสม์ ประกอบกับการเป็นชุมชนชายแดนไทย-ลาว จากนั้นภายหลังยังได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐผ่านกระบวนการสร้างความทันสมัยและพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนแสกบ้านอาจสามารถในมิติต่างๆ ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษได้ประกาศเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ได้ประกาศให้พื้นที่บ้านอาจสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนมดังกล่าวด้วย</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์แสกขนาดใหญ่ มีมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งได้รับการธำรงรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นและตกผลึกเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นแสก อาทิ ภาษาแสก การละเล่นแสกเต้นสาก วัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมที่ประยุกต์กับยุคสมัยใหม่ หรือประเพณีกินเตดเดนหรือวันตรุษแสก ซึ่งจัดขึ้นทุกปีเพื่อบวงสรวงผีบรรพบุรุษหรือ &ldquo;โองมู้&rdquo; โดยในงานจัดให้มีการเต้นสากด้วย นอกจากนี้ในช่วงวันนั้นยังกำหนดให้เป็น &ldquo;งานประเพณีวันรวมใจไทแสก&rdquo; ด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลอาจสามารถ ซึ่งแต่ละคุ้มซอยจำนวนสิบซอยจะร่วมกันออกร้าน จัดนิทรรศการแสดงวิถีชีวิตของชาวไทแสกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งมีมโหรสพสมโภชทั้งวันทั้งคืนด้วยปัจจุบันสภาวัฒนธรรมจังหวัดได้ประกาศจัดตั้งให้บ้านอาจสามารถเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่า ชุนชนแสกบ้านอาจสามารถจึงได้มีการรื้อฟื้นและอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทแสก ควบคู่ไปกับการปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของชุมชนและจังหวัดนครพนม</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/642d3e490626d.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=/+4bqdXzBgPc6KZvn0r4nA=="],
    [54,210,"ออสโตรเอเชียติก","โส้","ปกกสิณ ชาทิพฮด","<p>โส้ เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ &ldquo;โทรฺ (Thro)&rdquo; ใช้เรียกแทนชื่อตนเอง เนื่องจากการออกเสียงโทร ต้องออกเสียงแบบห่อลิ้นระหว่างสระออกับสระโอ ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถออกเสียงได้ ดังนั้น จึงเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ว่า &ldquo;โส้&rdquo; ซึ่งเป็นการสะกดคำในภาษาไทยและง่ายต่อการออกเสียงของคนทั่วไป</p><p>ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวโส้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริเวณตอนกลางของเมืองภูวานากระแด้ง เมืองพิณ เมืองนอง เมืองวัง-อ่างคำ และเมืองตะโปน จากนั้นได้อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีแนวทางการสร้างเมืองใหม่บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเพื่อเป็นพื้นที่กันชนจากการรุกรานของอาณาจักรใกล้เคียง ราชสำนักสยามได้มีการเจรจาให้มีการโยกย้ายราษฎรจากฝั่งซ้ายมาตั้งบ้านเมืองยังฝั่งขวาของแม่น้ำโขง การอพยพเคลื่อนย้ายระลอกแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2371 เป็นช่วงเวลาที่สยามเข้ายึดเวียงจันทน์ครั้งแรกในสมัยของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ การทำสงครามทำให้เจ้าอนุวงศ์หลบหนีมายังเมืองมหาชัยกองแก้ว และเมืองตะโปน เมื่อกองทัพสยามติดตามมาจึงได้กวาดต้อนผู้คนมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขงและให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองกุสุมาลย์ ส่วนการอพยพเคลื่อนย้ายระลอกที่สองช่วง พ.ศ. 2376 - พ.ศ. 2388<em></em> ที่การแย่งชิงการมีอิทธิพลในประเทศกัมพูชา (เขมร) ระหว่างไทยกับเวียดนาม ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จำนวน 15 เมือง มายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเพื่อป้องกันและตัดกำลังการเข้าร่วมกับกองทัพเวียดนาม ส่วนการเกลี้ยกล่อมให้เคลื่อนย้ายมาโดยสมัครใจนั้นมีชาวโส้จำนวนมากที่ได้ติดตามเจ้าโฮงกลาง มายังสยาม ต่อมาเจ้าโฮงกลางได้เป็นเจ้าเมืองปะขาวพรรณานิคม ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวโส้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายของชาวโส้ทั้งสองระลอกนั้นส่งผลให้ปัจจุบันในประเทศไทยมีชาวโส้ตั้งบ้านเรือนกระจายอยู่ในทั้งหมด 5 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดสกลนคร ในอำเภอกุสุมาลย์ และอำเภอพรรณนานิคม 2) จังหวัดมุกดาหาร ในอำเภอดงหลวง อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอคำชะอี อำเภอดอนตาล อำเภอเมือง 3) จังหวัดนครพนม ในอำเภอท่าอุเทน อำเภอเมือง อำเภอศรีสงคราม อำเภอบ้านแพง อำเภอโพนสวรรค์ และอำเภอนาแก 4) จังหวัดกาฬสินธุ์ ในอำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ และ 5) จังหวัดบึงกาฬ ในอำเภอโซ่พิสัย เดิมอยู่ในจังหวัดหนองคาย</p><p>ด้านวิถีชีวิตวัฒนธรรม ชาวโส้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมในแถบลุ่มน้ำโขง มีความเชื่อสัมพันธ์กับระบบวิญญาณนิยม นับถือผีหลายระดับที่มีบทบาทในการควบคุมระบบสังคม ชาวโส้จึงมีพิธีกรรมเพื่อบวงสรวงผีควบคู่กับการนับถือพุทธศาสนา พิธีกรรมสำคัญของชาวโส้ ได้แก่ พิธีซางกะมูดและอล็องกะมูดเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องภูติผีวิญญาณ และความเชื่อเกี่ยวกับการทำพิธีศพให้ถูกต้องจะทำให้เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว หากไม่ปฏิบัติพิธีกรรมผีจะรบกวนจนอาจส่งผลต่อสู่ชีวิต นอกจากนี้ ชาวโส้ยังมีความเชื่อ ด้านการทรง และการเหยาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตในทุกด้าน โดยเฉพาะพิธีกรรมฟ้อนผีหมอเป็นพิธีที่ได้รับการสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จัดทำขึ้นในเดือนสี่ของทุกปี ส่วนประเพณีการเหยาเพื่อเลี้ยงผี เหยาเรียกขวัญ และเหยารักษาคนป่วย ที่จะมีการแสดง &ldquo;โส้ทั่งบั้ง&rdquo; ประกอบพิธีเหยา ปัจจุบัน การแสดงดังกล่าวได้รับการยกระดับมาสู่การแสดงเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e09d7e99fc.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=fTvriVKanOxw+ZrwU6CE0Q=="],
    [55,211,"จีน-ธิเบต","อ่าข่า","-","<p>&ldquo;อ่าข่า&rdquo; (Akha, Aqkaq) เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า &ldquo;คนที่อยู่ตรงกลาง&rdquo; (People of the middle) ชื่อนี้พบมากในประเทศไทย พม่า และลาว (Wang, 2013) ชาวอาข่าเรียกชื่อตนเองแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ประเทศจีนและเวียดนาม เรียกว่า ซานี (Za-ni) ยานี (Ya-ni) หรือฮาหนี่ (Ha-ni) ในบทเพลงสุภาษิต เรียกว่า &ldquo;หญ่าหนี่หญ่า&rdquo; (Zaqnyiqzaq) ส่วนชื่อที่คนกลุ่มอื่นมักใช้เรียก เช่น คนจีน-ยูนนาน เรียกว่า อ่าข่า ชาวจีนฮ่อและชาวไทยในเชียงตุง เรียกว่า &ldquo;ก้อ&rdquo; (Ko) คนที่พูดภาษาตระกูลไต เรียกว่า &ldquo;ข่าก้อ&rdquo; (Kha Kaw) ซึ่งชาวอ่าข่าไม่ชอบชื่อนี้นัก เนื่องจากคำว่า &ldquo;ข่า&rdquo; ในภาษาไต แปลว่า ข้า ทาส และคนไทยภาคเหนือ เรียกว่า อีก้อ ทั้งนี้ ชื่อเรียกอ่าข่ายังเป็นประเด็นถกเถียงในเวดวงวิชาการ จิตร ภูมิศักดิ์ (2519,2544) ได้ตั้งสมมติฐานว่า ชื่อเรียก &ldquo;ก้อ&rdquo; อาจเป็นชื่อแต่เดิมที่คนอาข่าเรียกแทนตนเอง แต่ไม่ปรากฏความหมายและไม่มีที่มาอย่างชัดเจน กระทั่งบุคคลภายนอกเรียกชนกลุ่มนี้ว่า &ldquo;อีก้อ&rdquo; ในเชิงดูหมิ่นชาติพันธุ์ ชาวอาข่าจึงไม่พอใจเมื่อถูกเรียกชื่อนั้น เดิมเอกสารหน่วยงานราชการไทยก็เรียกชื่อชนกลุ่มนี้ว่า อีก้อ กระทั่งได้รับการทักท้วงจากกลุ่มชาติพันธุ์จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชื่อ &ldquo;อาข่า&rdquo;</p><p>กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า สาขาย่อยโลโล ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ภาคเหนือของพม่าในบริเวณรัฐฉาน ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของลาว ภาคเหนือของไทย และทางตอนเหนือของเวียดนาม ประวัติศาสตร์ของชาวอ่าข่า บอกเล่าถึงการอพยพเคลื่อนย้ายจากเขตเทือกเขาสูงในธิเบต เข้าไปอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตสิบสองปันนา ประเทศจีน ก่อนอพยพเคลื่อนตัวลงทางใต้เข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชากรชาวอ่าข่าในประเทศไทยกระจายอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดทางภาคเหนือของไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง แพร่ ตากและ เพชรบูรณ์ โดยอาศัยอยู่มากที่สุดในจังหวัดเชียงราย ชาวอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) &ldquo;กลุ่มอู่โล้&rdquo; (Uqlor) 2) &ldquo;ลอมี้&rdquo; (Lawmir) 3) &ldquo;อู่เบียะ&rdquo;(Uqbyaq) 4) &ldquo;อ๊ะจ๊อ&rdquo; (Arjawr) 5) &ldquo;หน่าคะ&rdquo; (Naqkar) 6) &ldquo;อู่พี&rdquo; (Uqpi) และ 7) &ldquo;อะเค้อ&rdquo; (Aker) ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 55 ของชาวอ่าข่าส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอู่โล้ รองลงไปคือกลุ่มลอมี้ ร้อยละ 40 และอู่เบียะ ร้อยละ 4 กลุ่มที่เหลือรวมกันมีจำนวนประมาณร้อยละ 1 สำหรับชาวอาข่าที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากประสบปัญหาเรื่องอคติทางชาติพันธุ์แล้ว ชาวอาข่าจำนวนมากยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย การคมนาคม การเข้าถึงการศึกษา การประกอบอาชีพ ตลอดจนสวัสดิการทางสังคมของรัฐ</p><p>ชาวอาข่ามีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้านวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม อาหาร การแต่งกาย ภาษา โดยเฉพาะระบบการนับสายตระกูลบรรพบุรุษ &ldquo;จึ&rdquo; ที่สืบทอดต่อกันมา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสโลภาภิวัตน์ การพัฒนาในประเทศ และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ที่ก่อให้เกิดการติดต่อสัมพันธ์ข้ามพรมแดนรัฐชาติ ตลอดจนความแตกต่างทางนโยบายของรัฐในแต่ละประเทศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม มรที่มีผลต่อการปรับตัวรวมทั้งการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/645e0a0f1d4a3.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=dBMUMBCd3Pdbzj+uAcYhGQ=="],
    [56,212,"จีน-ธิเบต","อาเคอะ","สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์","<p>อาเคอะ เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อันเป็นที่รู้จักทั่วไปของคนภายนอก และคนในวัฒนธรรมเองยอมรับได้ในชื่อเรียกนี้ ชื่อนี้ถูกเรียกโดยชาวจีนที่ใช้เรียกพวกเขาเมื่อครั้งที่ยังเดินทางลี้ภัยสงคราม ขณะที่ชื่อเรียกตนเองอย่างแท้จริงคือ &ldquo;อ่อเหงี่ยก๊อคือ&rdquo; คำว่า อ่อเหงี่ย หมายถึง &ldquo;เอกเทศน์ หนึ่งเดียว&rdquo; ขณะที่คำว่า ก๊อคือ หมายถึง &ldquo;ตัวพวกเขาเอง&rdquo; ขณะที่คนนอกวัฒนธรรมและหน่วยงานราชการรู้จักในชื่อ &ldquo;อาเค้ออาข่า&rdquo; ซึ่งเป็นชื่อที่สัมพันธ์กับการจัดเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งของอ่าข่ามายาวนาน ขณะที่ชื่อเรียกอาเข่อนั้นไม่เป็นที่พึงพอใจของพวกเขามากนัก เนื่องจากชื่อนี้ออกสียงคล้าย &ldquo;อาขื่อ&rdquo; ซึ่งในภาษาของพวกเขา หมายถึง สุนัข</p><p>อาเคอะมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณทิเบต ต่อมาได้ประสบกับภาวะสงคราม จึงต้องลี้ภัยจากทิเบต และอพยพสู่มณฑลยูนนาน ตอนใต้ของจีน พวกเขาตั้งชุมชนอยู่ที่เมืองลุ่ม แคว้นสิบสองปันนา ในช่วงนโยบายจีนเดียวและความพยายามผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม พวกเขาถูกปิดกั้นการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวอาเคอะบางกลุ่มจึงได้อพยพจากจีนเดินทางลงมาทางทิศใต้ เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์ ตั้งชุมชนอยู่ที่บ้านอาเคอะพะสัน ในเขตเมืองว้าเชียงคำ ชีวิตในเมียนมาร์ตกอยู่ภายใต้กองกำลังว้า พวกเขาถูกเกณฑ์แรงงานทั้งไปเป็นทหารและลูกหาบอาวุธสงคราม ส่งส่วยข้าวสาร อาหารและพืชผักให้กองกำลัง รวมถึงถูกข่มขู่ และเอาชีวิต เมื่อกองกำลังว้าล่มสลาย ชาวอาเคอะจึงกระจัดกระจาย บางส่วนหลบหนีไปกับทหารชาวว้า เดินทางถอยร่นไปยังเมืองยอง และหลบหนีไปหลายเมือง จนกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ชายแดนไทย &ndash; เมียนมาร์ และลาว</p><p>เส้นทางการตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ชาวอาเคอะเดินทางผ่านด่านแม่สาย เข้าสู่อำเภอแม่ฟ้าหลวง และย้ายมาที่อำเภอแม่สรวย จนสามารถตั้งชุมชนได้ที่บ้านห้วยน้ำขุ่น ซึ่งเป็นชุมชนหลักที่มีชาวอาเคอะอยู่อาศัยมากที่สุด นอกจากนี้ชาวอาเคอะยังกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในสองชุมชนของอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการ ภาควิชาการ และบุคคลทั่วไป มักมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าชาวอาเคอะเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของอ่าข่า ดังนั้น เอกสารทางวิชาการที่ผ่านมาจึงไม่ปรากฏชื่อเรียกหรือประวัติศาสตร์ของชาวอาเคอะ ขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมได้มีความพยายามในการสื่อสารและแสดงออกทางอัตลักษณ์วัฒนธรรม ทั้งด้านภาษาและการแต่งกาย จวบจนเข้าร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์เมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 2552 และได้ประกาศต่อสาธารณะว่า &ldquo;อาเคอะ&rdquo; ไม่ได้เป็นกลุ่มย่อยของอ่าข่า</p><p>ในมิติสังคมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวอาเคอะนั้น พบว่า ด้านการแต่งกายของผู้หญิงมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น การสวมผ้าคาดอกปักลวดลาย เมื่ออยู่ภายในบ้านจะแต่งกายแตกต่างกับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงกลุ่มอื่นอย่างมาก อีกทั้งรูปแบบการสวมใส่ผ้าถุงหรือซิ่นลายขวางต่อซิ่นด้วยผ้าสีเขียว ได้รับอิทธิพลการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ไต/ไท เนื่องจากพวกเขาใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กับชุมชนชาวไต/ ไท ทั้งในแคว้นสิบสองปันนา ว้าเชียงคำ เมืองยอง จนกระทั่งเคลื่อนย้ายสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ ชาวอาเคอะยังมีความเชื่อในการนับถือผีอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะพิธีเลี้ยงผีประตูหมู่บ้านในช่วงเดือนสี่ ถือเป็นพิธีสำคัญในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปี ควบคู่กับการทำนายทายทักดวงชะตาของหมู่บ้านในรอบปีไปพร้อมกัน แม้ว่าความเชื่อตามหลักศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธได้แพร่ขยายเข้ามาในชุมชน แต่ทว่า มีชาวอาเคอะเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเพียงศาสนาเดียว</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-11-28 09:04:08","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b573f30503e.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=t/aq6/aHoQOtzzYM7qtZqA=="],
    [57,213,"-","อิ้วเมี่ยน","สกุลกร ยาไทย","<p>กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า &ldquo;เมี่ยน&rdquo; หรือ &ldquo;อิ้วเมี่ยน&rdquo; หมายถึง &ldquo;ชนชาติมนุษย์&rdquo; หรือ &ldquo;คน&rdquo; คำว่า &ldquo;อิ้ว&rdquo; ในภาษาอิ้วเมี่ยนแปลว่า &ldquo;ชนชาติ&rdquo; ส่วนคำว่า &ldquo;เมี่ยน&rdquo; แปลว่า &ldquo;มนุษย์หรือคน&rdquo; ฉะนั้นเมื่อรวมสองคำนี้แล้วจึงหมายถึง &ldquo;ชนชาติมนุษย์หรือคน&rdquo; ในประเทศไทยนั้นมักเป็นที่รู้จักกันในนามว่า &ldquo;เย้า&rdquo; ซึ่งเป็นชื่อที่คนจีนใช้เรียกชาวอิ้วเมี่ยน เมื่อหน่วยงานราชการเข้ามาจัดทำข้อมูล จึงได้บันทึกตามที่ชาวจีนใช้ ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของชาวอิ้วเมี่ยนจึงถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนมาเนิ่นนาน จนกระแสวัฒนธรรมท้องถิ่นและสิทธิชุมชนเริ่มเข้มข้นขึ้น ชาวอิ้วเมี่ยนจึงเริ่มรณรงค์การเรียนชื่อให้ถูกต้องมากขึ้น คือ &ldquo;อิ้วเมี่ยน&rdquo;</p><p>ชาวอิ้วเมี่ยนถูกจัดอยู่ในเชื้อชาติมองโกลอยด์ มีอายุเก่าแก่ใกล้เคียงกับชาวฮั่น มีถิ่นฐานกำเนิดบริเวณเขตภูเขาสูงทางตอนกลางของประเทศจีน การดำรงชีพส่วนใหญ่ทำการเกษตรแบบตัดฟันโค่นเผา (Swidden Agriculture) ทำให้ต้องเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อหาพื้นที่ทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์จาก ความรุนแรงทางการเมืองและความจำเป็นทางเศรษฐกิจได้ผลักดันให้ชาวอิ้วเมี่ยนต้องอพยพย้ายถิ่นจากดินแดนมาตุภูมิ ในประเทศไทยชาวอิ้วเมี่ยนตั้งถิ่นฐานอย่างกระจัดกระจาย อิ้วเมี่ยนเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงที่ตั้งชุมชนกระจายอยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบคนกลุ่มดังกล่าวในบริเวณรอยต่อของประเทศจีน เวียดนาม ลาว และไทย กับบางส่วนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในประเทศตะวันตก ภายหลังจากสงครามอินโดจีนชาวอิ้วเมี่ยนที่อยู่ในประเทศไทยได้อพยพเข้ามาสู่ดินแดนล้านนาเมื่อ 200 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่อำนาจของระบบจักรวรรดินิยมตะวันตกและรัฐไทยได้แผ่ขยายเข้ามาบริเวณนี้ชาวอิ้วเมี่ยนเลือกตั้งถิ่นฐานบริเวณไหล่เขาห่างไกลจากชุมชน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกฝิ่นมีการตั้งถิ่นฐานอย่างกระจัดกระจายในบริเวณภาคเหนือตอนบนเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ จเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง น่าน กำแพงเพชร สุโขทัย และ ตากอีกทั้งยังมีกลุ่มขนาดเล็กที่กระจายตัวไปภาคอีสาน ในจังหวัดร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ อุบลราชธานี และภาคใต้ ในจังหวัดระนอง</p><p>จากประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในประเทศจีนมายาวนานนับพันปีทำให้วัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและสังคมอิ้วเมี่ยนอย่างเข้มข้น เห็นได้จากการมีระบบกลุ่มเครือญาติเดียวกัน โครงสร้างของระบบครอบครัว และระบบสังคมชายเป็นใหญ่ การสร้างตัวอักษรของตนเองโดยดัดแปลงจากตัวอักษรฮั่นของชาวจีนการรับอิทธิพลจากลัทธิเต๋ามาผสมสานกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติกับผีบรรพบุรุษค่านิยมในเรื่องการขยันทำงานและแสวงหาความร่ำรวยเนื่องด้วยชะตากรรมของชนเผ่าที่ต้องอพยพย้ายถิ่นและอาศัยปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นชาวอิ้วเมี่ยนจึงพยายามปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมไว้โดยเฉพาะการสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับเงินที่มีลวดลายประณีตงดงามตามจารีตประเพณี</p><hr>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/64618c46a304c.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=oeZa/eBxq2CmnY++Xv0XbQ=="],
    [58,216,"ออสโตรเนเชียน","อูรักลาโว้ย","อาภรณ์ อุกฤษณ์","<p>อูรักลาโว้ย เป็นคำเรียกที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ใช้เรียกชื่อกลุ่มและภาษาของตนเอง คำว่าอูรักลาโว้ย มีรากศัพท์มาจากภาษามลายู หมายถึง &ldquo;ชาวทะเล&rdquo; บุคคลทั่วไปเรียกพวกเขาในหลากหลายชื่อ เช่น ชาวน้ำ ชาวเล ยิปซีทะเล โดยเฉพาะชื่อเรียก &rdquo;ชาวเล&rdquo; เป็นชื่อที่เหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานบนชายฝั่งและเกาะแก่งทั้งสามกลุ่ม ขณะที่หน่วยงานราชการเรียกว่า &ldquo;ชาวไทยใหม่&rdquo; ทั้งนี้ชื่อเรียกหลายชื่อที่บุคคลนอกวัฒนธรรมใช้เรียกพวกเขานั้นไม่เป็นที่ชอบใจนักเนื่องจากมีแง่มุมของการกดทับและเหยียดหยามอยู่บ้าง และหากจะเรียกอย่างถูกต้องตามสำเนียงในภาษาอูรักลาโว้ย ที่ใช้เรียกตัวเองนั่นคือ &ldquo;อูรักลาโว้ย&rdquo;</p><p>ประวัติความเป็นมาของอูรักลาโว้ย มอแกน และมอแกลน ในนามของชาวเล จำแนกออกเป็นสองแนวทาง แนวทางที่หนึ่ง เชื่อว่า ชาวเลเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่แถบหมู่เกาะทะเลใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก หรือหมู่เกาะ เมลานีเซีย ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานกระจายไปหมู่เกาะทะเลใช้ชีวิตเดินทางเลอพยพจากทะเล จากดินแดนหมู่เกาะทางใต้ขึ้นมายังฝั่งอันดามันทางใต้ของไทย ชาวเลเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมมลายูสมัยดึกดำบรรพ์ ก่อนที่ชาวมลายูจะเข้ามาอาศัยอยู่ ส่วนแนวทางที่สองเชื่อว่า มีการอพยพจากเหนือลงใต้ โดยมีความเห็นว่าเดิมนั้นอาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีน แล้วได้อพยพหนีภัยเร่ร่อนลงมาทางใต้เป็นกลุ่ม โดยอาศัยลำแม่โขง ล่องเรือเรื่อยลงมาตลอดแหลมอินโดจีน เมื่อออกทะเลได้อาศัยเรือเร่ร่อนอยู่ไปตามเกาะต่าง ๆ ตลอดลงไปถึงพม่าและมลายู อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวในแถบอันดามันนั้น ยุคโบราณมีร่องรอยคนพื้นเมือง &ldquo;ชาวเลโอรังลอนตา&rdquo; ชนเผ่าเร่ร่อนทางทะเลแถบชายฝั่งอันดามัน เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาพักพิงในหมู่เกาะลันตาและเกาะจำมานานแล้ว ต่อมา ประมาณ 600-500 ปีที่ผ่านมา &ldquo;ชาวเล โอรังลาอุ๊ต&rdquo; อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่แถบมะละกาได้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณหมู่เกาะลันตา จากตำนานและคำบอกเล่าของชาวเลบนเกาะลันตา และชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ กล่าวถึงเส้นทางการอพยพที่ใกล้เคียงกันว่าหนีภัยโรสลัดจนแตกแยกกันไปคนละทิศละทาง กระทั่งปัจจุบัน ชาวเลทั้งสามกลุ่มกระจายอยู่ในหลายเกาะและพื้นที่ชายฝั่งอันดามันในหลายจังหวัดในส่วนของชาวอูรักลาโว้ยนั้น อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสตูล กระบี่ และภูเก็ต</p><p>วิถีชีวิตดั้งเดิมของอูรักลาโว้ยอาศัยเรือทำมาหากินเคลื่อนย้ายตามหมู่เกาะในทะเล พวกเขาจึงมีความผูกพันและสัมพันธ์กับทะเล ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชาวเลสามารถเก็บเกี่ยวจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติในทะเลและริมฝั่งทะเลทั้งสิ้น ปัจจุบันชาวอูรักลาโว้ยบางกลุ่มเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรบนฝั่งมากขึ้น เนื่องจากแหล่งพักพิงแบบเคลื่อนย้ายถูกยึดครองโดยกลุ่มชนอื่น ปรับตัวเข้าสู่วิถีเกษตรกรรมเพื่ยังชีพร่วมกับการออกเรือหาปลา มีพิธีกรรมสำคัญคือพิธีลอยเรือปลาจั๊ก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และส่งวิญญานบรรพบุรุษกลับไป &ldquo;ฆูนุงฌึรัย&rdquo; ซึ่งเชื่อว่าเป็นบ้านเมืองเดิมของบรรพบุรุษ และส่งสัตว์ที่ฆ่ากินเป็นอาหารกลับไปให้เจ้าของเดิมเพื่อไถ่บาป พิธีลอยเรือนี้ถือปฏิบัติสทบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยจัดขึ้นปีละสองครั้งในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และเมื่อเริ่มมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ</p>","-","-","-","2022-08-22 13:44:37","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/64618cbc022cb.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=pS93E0itlO12upGpSloRyQ=="],
    [59,215,"จีน-ธิเบต","โอก๋อง","พิพัฒน์ กระแจะจันทร์","<p>โอก๋อง เป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง ในขณะที่ชื่อที่ถูกเรียกโดยหน่วยงานราชการและคนทั่วไปในท้องถิ่นจะเรียกชนกลุ่มนี้ว่า &ldquo;ละว้า&rdquo; ชื่อของชาวโอก๋องมีความซับซ้อนในการออกเสียงและการใช้อักษรไทยในการสะกด ชาวโอก๋องจึงมีชื่อเรียกที่หลากหลาย ได้แก่ โอก๋อง อุก๋อง ก๋อง ก๊อง อย่างไรก็ตาม ชื่อเหล่านี้เกิดจากความเข้าใจของนักวิชาการแต่ละคนที่เข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่และแปลความแตกต่างกันออกไป ขณะที่ชื่อเรียก &ldquo;ละว้า&rdquo; เป็นชื่อที่หน่วยงานราชการ และบุคคลทั่วไปในท้องถิ่นใช้เรียกพวกเขามายาวนานจนกลายเป็นความเคยชินและยอมรับชื่อดังกล่าวไปโดยปริยายในระยะหลังชื่อละว้าได้ถูกใช้เป็นชื่อในการแนะนำตนเองต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาในพื้นที่มากกว่าชื่อโอก๋อง อย่างไรก็ตาม ชุมชนมีกระบวนการรื้อฟื้นอัตลักษณ์และวัฒนธรรม และพยายามใช้ชื่อเรียกของตนเองมากขึ้น แม้ว่าสังคมท้องถิ่นยังคุ้นชินกับชื่อเรียกละว้า แต่เป็นเรื่องที่ดีหากในแวดวงวิชาการจะหันมาใช้ชื่อเรียกกลุ่ชาติพันธุ์ตามชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตนเอง</p><p>ในประเทศไทยพบชาวโอก๋องหรือละว้า ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี ในพื้นที่บ้านกกเชียง และบ้านวังควาย จังหวัดอุทัยธานี ในพื้นที่บ้านคอกควาย อำเภอห้วยคต ทั้งสามหมู่บ้านมีระยะทางที่ห่างไกลกัน ทั้งนี้ ตามประวัติศาสตร์ สันนิษฐานได้ว่า เดิมชาวโอก๋องอาจตั้งถิ่นฐานใกล้กับเขตแดนไทย - พม่า และอาจเข้ามาพร้อมกับสงครามไทยกับพม่าช่วงสมัยใดสมัยหนึ่ง ทั้งการกวาดต้อนของกองทัพไทยเพื่อใช้ทรัพยากรคนและเก็บภาษี หรือการอพยพเข้ามาในช่วงสงครามไทยรบกับพม่า ที่โดยสันนิษฐานว่าพวกเขาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ประมาณ 200 ปี ที่พบการสืบสายบรรพบุรุษของชาวบ้านในชุมชนบ้านกกเชียง ที่มีต้นกำเนิดมาจากบ้านหนองปรือ ตำบลนาสวน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่จะอพยพโยกย้ายขึ้นมาทางด้านเหนือ และตั้งชุมชนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน</p><p>ปัจจุบันวิถีวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวโอก๋องได้ถูก กลืนกลายกับคนท้องถิ่นทั้งชาวไทยและชาวลาวครั่ง คงเหลือเพียงร่องรอยของอัตลักษณ์ทางภาษาที่ผู้สูงอายุยังคงใช้ในการสื่อสาร รวมถึงพิธีไหว้ผีเจ้าบ้านที่ยังคงถือปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำทุกปี พิธีกรรมดังกล่าวมีความสำคัญในมิติของการรวมเครือญาติที่กระจัดกระจายออกไปต่างถิ่นเพื่อกลับมาพบปะกันในถิ่นฐานดั้งเดิม พิธีกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและหน่วยงานด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมในการรื้อฟื้น อัตลักษณ์ด้านการแต่งกายพื่อนำเสนอต่อสาธารณะชนให้รู้จัก และเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมของชาวโอก๋องมากยิ่งขึ้น</p>","-","-","กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบ","2022-10-07 13:37:55","ไทย","ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)","Attribution-NonCommercial (CC BY-NC)","https://ethnicitydb.sac.or.th/Attach/Ethnic/UploadImage/62b569afe2ee3.jpg","https://ethnicity.sac.or.th/ethnic_detail?EID=dyibTFSHhC/v85jNHh4iHg=="]
]}
